Digital Marketing Trend 2025
ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
รู้ก่อน พร้อมกว่า ได้เปรียบกว่า

Jazzyhighway สรุป 5 เทรนด์สำคัญที่นักการตลาดควรจับตามองอย่างใกล้ชิด พร้อมแชร์วิธีรับมือเพื่อให้ทุกคนมีแต้มต่อพร้อมต่อกรกับความเปลี่ยนแปลงในปี 2025

I am a button
“ The Way We’ve Done Digital Marketing for 20 Years is Ending”วิธีทำการตลาดออนไลน์ที่เราทำมากันตลอด 20 ปี กำลังจะหายไปแต่ข่าวดีคือ เรามีตัวช่วยมากกว่าที่เคยในการรับมือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2025
TREND #1AI เก่งมากพอ จนเริ่มไว้ใจได้
ใครใช้คล่องจะมีแต้มต่อเยอะกว่า

พอพูดเรื่องเสิร์ช ใครก็ต้องนึกถึง Google เป็นอันดับหนึ่ง แต่ในอนาคตอาจไม่เป็นแบบนั้น

  • คุณภาพผลการค้นหาจาก Google ลดลง ผู้คนจึงเริ่มใช้ AI หาข้อมูลมากขึ้น
  • จำนวนคนค้นหาบน Social Media กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 
  • Zero-click content ยังคงมาแรงไม่หยุด

ท้ายที่สุด ไม่ว่าอนาคตจะเป็นยังไง สิ่งที่ผู้คนต้องการจากการค้นหาข้อมูล คือ คำตอบแบบฉับไว ถามปุ้บ ได้คำตอบปั้บ

สิ่งที่แบรนด์ต้องทำ คือ

  • ให้ความสำคัญกับ Social media marketing ให้มากกว่าเดิม
  • Zero-click marketing ทำการตลาดให้ดี อย่าให้ลูกค้าต้องกดออกนอกแพลตฟอร์ม

1.1 อยากใช้ AI ให้มีแต้มต่อ ต้อง Prompt ให้เป็น 

แม้ว่าคนไทยกว่า 73% เริ่มทดลองใช้ AI กันแล้ว ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าจะมีสักกี่คนที่ใช้แล้วได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ 

เพราะสิ่งที่ผมและนักการตลาดหลายคนเจอกับการใช้ AI ช่วงแรกๆ คือ ได้คำตอบธรรมดาๆ ไปจนถึง AI หลอน ให้คำตอบไม่ตรงข้อเท็จจริง (Hallucinating)

ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะ AI ไม่เก่ง แต่เป็นเพราะความสามารถในการเขียน Prompt มีผลต่อสิ่งที่ AI เจนออกมาด้วย 

New York Time พบว่า หลายคนยังใช้ AI คล้ายการค้นหาข้อมูลด้วย Google เช่น พิมพ์คำถามเข้าไปโต้งๆ เลยว่า “Digital Marketing คืออะไร”

แม้ว่าการพิมพ์แบบนี้จะไม่ได้ผิดอะไร แต่ถ้าอยากให้ผลลัพธ์จาก AI ออกมาดี ตรงกับที่เราต้องการจริงๆ

นักการตลาดในปี 2025 ต้องมีสกิล Prompt Engineering รู้ว่าต้องสั่ง AI ยังไง ให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

NLP Lab ทำวิจัยทดสอบการ Prompt ธรรมดาๆ เทียบกับการใช้เทคนิค Prompt Engineering ได้ผลสรุปออกมาว่า คำตอบจาก AI ที่ใช้เทคนิค Prompt Engineer ดีกว่า Prompt ธรรมดาๆ อย่างมีนัยยะสำคัญ

ทำให้ช่วงท้ายปี 2024 ผมเริ่มศึกษาการใช้ AI และการเขียน Prompt อย่างจริงจัง ถึงได้เห็นความสามารถจริงๆ ของ AI ทำให้ผมร้องว้าวเลยทีเดียว

ผมอยากชวนทุกคนลองอ่าน 2 บทความด้านล่างนี้ดูครับ

 

จะเห็นว่าเนียนมากเลยใช่ไหมครับ ราวกับมนุษย์เขียนเองเลย

 

อีกหนึ่งผลลัพธ์ที่ผมไม่ได้พูดถึงจากงานวิจัยจาก NLP Lab คือ ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้ Prompt ที่ AI เจนให้ ดีกว่าผลลัพธ์ที่ใช้ Prompt ของมนุษย์เสียอีก 

 

ถ้าใครไม่รู้จะเริ่มต้น Prompt ยังไง ผมแนะนำให้ลองใช้สองเว็บนี้เป็นตัวตั้งต้นในการสร้าง Prompt ดู

  • Free Dough (ฟรี)
  • Console.anthropic (เสียตัง)

1.2 คนที่ลงทุนในระบบ Automation จะสร้างแต้มต่อให้กับตัวเองได้มากกว่า

นักการตลาดที่ประสบความสำเร็จในปี 2025 ไม่ใช่คนที่ทำงานเยอะ แต่เป็นคนที่ใช้ Automation ให้ตัวเอง Work Smart กว่าใคร

หลายบริษัทที่นำ AI มา Automate งานต่างๆ ในปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนกันบ้างแล้ว

NP Digital พบว่า การเอา AI มาปรับกับงานที่ทำซ้ำๆ ให้ AI ทำแทนอัตโนมัติ ช่วยประหยัดเวลา คิดเป็นตัวเลข ROI สูงถึง 68% เลยทีเดียว

ตัวอย่างที่หลายคนน่าจะเห็นผ่านตามาบ้าง คือ การใช้ AI คู่กับ Automation Tool อย่าง Make และ Zapier เพื่อทำโพสต์ง่ายๆ ลง Social Media

สิ่งที่เป็นแต้มต่อสำคัญของการทำ Automation แบบนี้ คือเอาเวลาทำงานซ้ำๆ ใช้งานที่มีประโยชน์จริงๆ อย่างการคิดกลยุทธ์ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นจุดแข็งของมนุษย์ที่สุดในปี 2025 นี้

อย่างผมเองก็ทำ Automation คล้ายๆ กัน ซึ่งลดเวลาทำงานได้พอสมควร (ผมไม่ได้วัดตัวเลขเป๊ะๆ แต่ต้องมี 10 – 20 ชม. / สัปดาห์ เหมือนกัน)

ใครที่สนใจ อยากเริ่มทำตั้งแต่ต้น ลองสังเกตดูว่า กิจวัตรประจำวันของเรา มีอะไรที่เราต้องทำซ้ำๆ บ้าง 

ในกรณีของ Jazzyhighway คือ

  1. หาข่าวที่น่าสนใจ 
  2. เขียนสรุป
  3. โพสต์ลง Social media

ขั้นตอนทั้งหมดนี้ก็กินเวลา 1 – 2 ชั่วโมงต่อวันเหมือนกัน พอ Automate ตรงนี้ได้ ผมก็มีเวลาไปคิดอย่างอื่นได้ในระดับนึงเลย 

แน่นอนว่า แต่ละคนมีวิธีการทำงานไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเราสังเกตดีๆ เราจะเจองานที่ Automate ได้ไม่มากก็น้อย

และด้วยความสามารถของ AI ที่ก้าวกระโดดขนาดนี้ ทำให้หลายแบรนด์เริ่มมองการณ์ไกลมากขึ้น และให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “Agentic AI” ในปี 2025

1.3 “Agentic AI” ก้าวต่อไปของเทคโนโลยี AI

การพัฒนาด้าน AI ใช้คำว่า “เร็ว” อย่างเดียวคงไม่พอ เพราะนอกจากเร็วแล้ว AI กำลังเรียนรู้ที่จะทำงานได้ด้วยตัวเอง

Chatbot ที่เราใช้กันว่าเจ๋งแล้ว แต่ Agentic AI เรียกได้ว่าเป็นขั้นกว่าของ AI ที่เรากำลังใช้อยู่เลยทีเดียว เพราะเป็นระบบอัตโนมัติที่สามารถสังเกต วางแผน และดำเนินงานที่ซับซ้อนได้เหมือนมนุษย์ในระดับนึงเลย

ถ้าใครยังไม่เคยเห็น ผมอยากชวนทุกคนลองดูความสามารถของ AI Agent ชื่อว่า “Project Mariner” ของ Deepmind จาก Google และ “Operator” จาก ChatGPT

จะเห็นว่าเราสามารถ Prompt และสั่งให้เก็บข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตได้ราวกับมนุษย์นั่งคีย์เองเลย

ตอนนี้อาจจะยังดูทำงานช้าไปสักนิด แต่ก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางของ AI ในปี 2025

ใครยังช้า ไม่ศึกษา AI และเอาไปปรับใช้กับการทำงานอย่างจริงจัง จะตามคนอื่นไม่ทัน เพราะตอนนี้ AI เข้าไปเปลี่ยนแปลงทุกวงการจริงๆ 

แต่สิ่งที่ AI เข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือ “การค้นหาข้อมูล”

TREND #2พฤติกรรมค้นหาข้อมูลของลูกค้ากำลังเปลี่ยนไป วิธีทำการตลาดออนไลน์จึงต้องเปลี่ยนตาม

พอพูดเรื่องเสิร์ช ใครก็ต้องนึกถึง Google เป็นอันดับหนึ่ง แต่ในอนาคตอาจไม่เป็นแบบนั้น

  1. คุณภาพผลการค้นหาจาก Google ลดลง ผู้คนจึงเริ่มใช้ AI หาข้อมูลมากขึ้น
  2. จำนวนคนค้นหาบน Social Media กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 
  3. Zero-click content ยังคงมาแรงไม่หยุด

ท้ายที่สุด ไม่ว่าอนาคตจะเป็นยังไง สิ่งที่ผู้คนต้องการจากการค้นหาข้อมูล คือ คำตอบแบบฉับไว ถามปุ้บ ได้คำตอบปั้บ

สิ่งที่แบรนด์ต้องทำ คือ

  1. ให้ความสำคัญกับ Social media marketing ให้มากกว่าเดิม
  2. Zero-click marketing ทำการตลาดให้ดี อย่าให้ลูกค้าต้องกดออกนอกแพลตฟอร์ม

2.1 คุณภาพผลการค้นหาจาก Google ลดลง ผู้คนจึงเริ่มใช้ AI หาข้อมูลมากขึ้น

ผู้ใช้งานหลายคน ไม่พอใจกับผลการค้นบน Google มาสักพักใหญ่ๆ 

  • หลายคนรู้สึกว่าบทความในหน้าแรกเต็มไปด้วยบทความที่ทำเพื่อ SEO ซะส่วนใหญ่ เนื้อหาซ้ำและจำเจ
  • กว่า 30% ของผู้ใช้งานต้องเสิร์ชใหม่ เพราะผลการค้นหาครั้งแรก ผิดไปจากที่คิดมาก

ผมหยิบตัวอย่างทวิตที่คนกดรีทวิตค่อนข้างเยอะมาให้อ่านคร่าวๆ เกี่ยวกับความหงุดหงิดของการค้นหาข้อมูลบน Google ในช่วงปี 2022 

แต่พอมี AI อย่าง ChatGPT และ Perplexity เข้ามา เรียกได้ว่าเกิด “ความหวังใหม่” ในกลุ่มคนเหล่านี้เลยก็ว่าได้ เพราะในที่สุด ผู้ใช้งานก็มีทางเลือกใหม่มากขึ้นในการค้นหาข้อมูล

สิ่งที่ทำให้ ChatGPT และ Perplexity ค่อนข้างดีกว่าในแง่ประสบการณ์ค้นหาข้อมูล คือ AI นางสรุปมาให้อ่านง่ายๆ ไม่ต้องไล่อ่านทีละลิงก์เหมือนตอนเสิร์ช Google สมัยก่อน

ทำให้ช่วงที่ AI เข้ามาใหม่ๆ ท้ายปี 2022 มีผลสำรวจนึงน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะเริ่มมีเทรนด์การใช้ AI ควบคู่กับการเสิร์ชบน Google มากขึ้นโดยเฉพาะ Gen Z

ถัดมาอีก 1 ปี SEMRush และ Statistica พบว่ามีคนในสหรัฐอเมริกาถึง 13 ล้านคน ใช้ Generative AI เป็นเครื่องมือหลักในการค้นหาข้อมูล และคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะขยับเป็น 90 ล้านคนในปี 2027

เราอาจจะคิดว่า ตัวเลขเป็นของต่างประเทศ จะมีผลถึงประเทศไทยขนาดนั้นเลยหรอ ผมคิดว่าอะไรที่เป็นเทรนด์ในต่างประเทศ สักพักก็จะตามมาถึงประเทศไทยในที่สุด เตรียมตัวไว้ก่อนก็ไม่ได้เสียดายอะไรสำหรับเรื่องนี้

Google เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามปรับตัวตามเทรนด์ เริ่มนำ AI เข้ามาอยู่ใน Google มากขึ้น ด้วยการนำ Gemeni มาแสดงบนผลการค้นหาในรูปแบบ AI Overview

แน่นอนว่า AI ไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100% ยังมีอาการหลอน ให้คำตอบกลางๆ และยังไม่เร็วไม่ทันใจขนาดนั้น

แต่ถ้าทั้งหมดนี้ได้รับการแก้ไข จะยิ่งมีคนสนใจใช้งานเทคโนโลยีนี้มากขึ้น จริงๆ แล้ว 60% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่าตัวเองจะใช้งาน Generative AI ในการค้นหาข้อมูลมากขึ้น ถ้า AI มีความปลอดภัยในการใช้มากกว่านี้

อนาคตของการค้นหาข้อมูลจึงไม่ใช่แค่การไถไปมาและเลือกคลิกลิงก์ฟ้าบนหน้า Google อีกต่อไป แต่อาจเป็นการได้คำตอบจาก AI ที่เข้าใจคำถามเราจริงๆ ก็ได้ในปี 2025

2.2 Social Media จะกลายเป็นช่องทางหลักที่ลูกค้าจะพบเจอสินค้าและบริการใหม่ๆ ทำให้ Social Media Marketing สำคัญยิ่งกว่าเดิม

NP Digital พบว่า จำนวนการค้นหาบน Social Media กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

  • Instagram: 6.5 ครั้งต่อวัน
  • YouTube: 3.3 ครั้งต่อวัน
  • Facebook: 1.5 ครั้งต่อวัน
  • TikTok: 1 ครั้งต่อวัน

ที่น่าสนใจคือ Statistica พบว่า 45% ของ Gen Z เลือกใช้ Social Media ในการหาข้อมูลมากกว่า

เหตุผลหลักๆ เพราะ หลายคนชอบคอนเทนต์รูปภาพและวิดิโอมากกว่าการนั่งอ่านตัวอักษร ลองคิดดูเล่นๆ ว่า ถ้าเราอยากหาร้านอาหารดีๆ ที่เที่ยวสวยๆ หาจากไอจีกับ TikTok ตอบโจทย์กว่าเห็นๆ

จริงแล้วๆ คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่

  • 64% ของ Gen Z
  • 59% ของ Millennials
  • 47% ของ Gen X

เจอสินค้าใหม่ๆ จากโซเชียลมีเดียในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และ 17% ของกลุ่มนี้ ซื้อสินค้าในโซเชียลมีเดียในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา 

Social Media จึงกลายเป็นพื้นที่สำหรับการค้นหาข้อมูล การขาย และการบริการ ทำให้เทรนด์ Social Commerce และ Social Media Marketing จะยิ่งสำคัญมากกว่าเดิม 

เพราะ การหาข้อมูล และการซื้อขายสะดวกสบายกว่าบนเว็บไซต์มาก เจอข้อมูลที่เห็นเป็นภาพมากกว่าตัวอักษร

  • ไม่ต้องสมัครสมาชิก
  • ไม่ต้องล็อคอิน
  • ไม่ต้องกดเช็คเอาท์

แค่คุยกับแอดมิน กดโอนเงิน ก็รอของมาส่งได้เลย ทำให้ 57% ของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับ Social Media Marketing มียอดขายมากขึ้น และเป็นช่องทางที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนมากที่สุด

แต่การทำ Social Media Marketing ไม่ใช่แค่เรื่อง Social Commerce อย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวกับ

  • การสร้างการรับรู้และความเชื่อใจกับลูกค้า
  • การทำให้แบรนด์เป็นส่วนสำคัญในชีวิตลูกค้า
  • ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ

เพราะในวันที่เราสนใจแต่ขายของ ไม่สร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ยอดขายอาจเริ่มหายไป ไม่ทันตั้งตัว

2.3 Zero-click Marketing คอนเทนต์ที่ดีในปี 2025 ต้องถูกออกแบบให้อ่านจบได้ในแพลตฟอร์ม ไม่ต้องคลิกออกนอกแอป 

จริงๆ เทรนด์นี้มีมาสักพักแล้วในแพลตฟอร์ม Social Media คือการทำ Zero-click content คอนเทนต์ที่อ่านทุกอย่างจบได้ในโพสต์เดียว ไม่ต้องกดลิงก์ไปอ่านที่อื่น

อัลกอริทึม Social media ชอบ zero-click content สุดๆ เพราะช่วยให้ผู้ใช้อยู่กับแพลตฟอร์มนานขึ้น และถ้าผู้ใช้อยู่นานเพราะโพสต์เรา แพลตฟอร์มก็จะดันให้โพสต์เราไปหาคนใหม่ๆ มากขึ้น เพื่อให้ผู้คนอื่นๆ อยู่นานขึันอีกทอดนึง

การทำ Zero-click content นอกจากจะตอบโจทย์อัลกอริทึมแล้ว ยังมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าด้วย กว่า 70% ของโพสต์บน Facebook รูปแบบอัลบั้มที่ไม่มีลิงก์จะได้ Engagement มากกว่าโพสต์ที่มีลิงก์มากกว่าถึง 2 เท่า 

ลองนึกภาพเหตุการณ์ที่เราไถ Facebook แล้วเจอโพสต์นึงน่าสนใจมาก แต่ถ้าอยากรู้ดันต้องคลิกออกนอกแอปเพื่ออ่าน หลายคนมักเลือกที่จะไถผ่าน แทนที่จะกดคลิกอ่าน

อาจจะดูเล็กน้อย แต่การที่จะต้องกดคลิก รอโหลด ไถหาคำตอบ ทั้งหมดนี้มันเสียเวลาและน่าหงุดหงิดสุดๆ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากได้คำตอบในสิ่งที่สงสัยในทันที

ทั้งหมดนี้ เป็นเหตุผลให้ Zero-click Content ยังคงเป็นเทรนด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขยายวงกว้างไปยังแพลตฟอร์มอื่น ไม่ใช่แค่ใน Social media อย่างเดียวเท่านั้น 

เพราะหลังจาก Google มีฟีเจอร์ AI Overview เกิดขึ้น ก็เกิดเทรนด์ Zero-click search ผลการค้นหาที่ถูกออกแบบมาให้อ่านทุกอย่างจบ ไม่ต้องคลิกเข้าไปอ่านในเว็บไซต์

ผมอยากพาทุกคนมาดูตัวเลขที่น่าสนใจจาก Sparktoro สักหน่อย

1. เกือบ 60% ของการเสิร์ชบน Google ในสหรัฐอเมริกาเป็น Zero-click search

แปลว่า ลูกค้าเสิร์ชปุ้บ ได้ข้อมูลที่พอใจ ก็ไปที่อื่นต่อ ไม่ได้เข้าเว็บไซต์ของแบรนด์เพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม

2. ถ้าเรามาแบ่งดูประเภท Search Intent จุดมุ่งหมายของการค้นหาข้อมูลลูกค้า จะพบว่า

  • เกิน 50% เป็น Informational ค้นหาข้อมูลที่สนใจ แต่ 50% นี้ใช่ว่าจะเกิดการคลิกเข้าเว็บไซต์ เพราะ เกินครึ่งเป็น Zero-click Search (ยังไม่นับเรื่อง Google AI Overview)
  • เกิน 30% เป็น Navigational ลูกค้ารู้อยู่แล้วว่าอยากไปเว็บไซต์ไหน เช่น เสิร์ชชื่อแบรนด์ (แปลว่าการทำแบรนด์ และ Social Media ยิ่งสำคัญ) ผมสันนิษฐานว่า เพราะหลายคนใช้ Google Chrome เป็นหลัก พอพิมพ์ชื่อแบรนด์บน Address bar (แบบไม่มี www.) ก็นับเป็นการใช้ Google เพื่อค้นหาเว็บไซต์แบรนด์แล้ว

  • มีเพียง 14.51% และ 0.69% ที่เป็น Intent ที่สามารถทำเงินได้ และเป็น Intent ที่ไม่ได้มีปริมาณการค้นหาเยอะ และเมื่อมีจำนวน การแข่งขันจึงสูง เพราะความต้องการมากกว่าซัพพลาย 

แม้ว่า Google จะออกมาตอบโต้ว่า ข้อมูลของ Sparktoro ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคุณภาพของการค้นหาบน Google ไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อน แต่งานวิจัยอีกหลายแห่ง มองไปในทิศทางเดียวกันว่า 

การทำ Digital Marketing ในปี 2025 ต้องทำ Zero-click Marketing ในทุกแพลตฟอร์ม เน้นให้ลูกค้าเข้าใจสารที่เราต้องการสื่อ สร้างอิทธิพลทางใจให้ลูกค้านึกถึงเราเป็นอันดับต้นๆ (เพื่อให้ลูกค้าเสิร์ชหาในภายหลัง) ผ่านคอนเทนต์ที่อ่านจบได้ในแพลตฟอร์ม

นักการตลาดที่จะประสบความสำเร็จในปี 2025 ต้องเปลี่ยนวิธีคิดที่ใช้มา 10 – 20 ปี เลิกบังคับลูกค้าให้คลิกลิงก์เพื่ออ่านคอนเทนต์ แต่หันมาให้ความสำคัญกับการมอบคุณค่ากับลูกค้าแบบครบจบในแพลตฟอร์ม

TREND #3บทบาทของเว็บไซต์กำลังเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่แหล่งข้อมูลอีกต่อไป แต่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิด Conversion

มาถึงประเด็นสำคัญที่เราต้องพูดกันตรงๆ และจริงใจ

AI กำลังมาแรง ใครๆ ก็ใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดียเป็นส่วนใหญ่ เว็บไซต์ยังจำเป็นอยู่ไหม?

เว็บไซต์ยังจำเป็นต้องมี แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เพราะท้ายที่สุดโซเชียลมีเดียก็แค่พื้นที่เช่าที่เราไม่ใช่เจ้าของ และ AI ก็ไม่สามารถทดแทนเว็บไซต์ได้ทั้งหมด​​​​​​​​​​​​​​​​

สิ่งที่แบรนด์ต้องทำ คือ

  1. ใช้เว็บไซต์ควบคู่กับโซเชียลมีเดีย ดึงดูดลูกค้าคุณภาพสูง
  2. มองเว็บไซต์ในเชิงกลยุทธ์มากขึ้น

3.1 ใช้เว็บไซต์ควบคู่กับโซเชียลมีเดีย ดึงดูดลูกค้าคุณภาพสูง

ในยุคที่การค้นหาข้อมูลเปลี่ยนไป Customer Journey จึงเริ่มเปลี่ยนตาม 

  1. ลูกค้าหลายคนรู้จักแบรนด์ผ่านทางโซเชียลมีเดียมากขึ้น
  2. หลังจากเห็นในโซเชียลมีเดีย ก็เริ่มเสิร์ชหาแบรนด์บน Google 

หลายปีที่ผ่านมา จำนวน Branded Keyword และ Navigational Keyword มีจำนวนมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ คิดเป็น 33% ของจำนวนการค้นหาทั่วโลก

ตรงนี้เป็นโอกาสที่ดีมากๆ สำหรับแบรนด์ ถ้าลูกค้าเสิร์ชหาแบรนด์เราโดยเฉพาะ ทั้งๆ ที่จะส่องตามโซเชียลมีเดียก็ได้ แปลว่าลูกค้ากำลังมองหาวิธีแก้ปัญหาและสนใจในสิ่งที่เราเสนอแบบจริงจังพอสมควร ไม่ได้ไถเรื่อยเปื่อยเหมือนตอนเล่นโซเชียลมีเดีย

ผมมีกรณีศึกษาน่าสนใจจากแคมเปญ Heinz Barbiecue เกี่ยวกับการสร้างความต้องการ และวัดผลด้วยปริมาณผลการค้นหา Branded Keyword 

ช่วงสิงหาคมปี 2023 ที่ผ่านมา เทรนด์การแต่งตัวเน้นสีชมพูเป็นหลัก (Barbiecue) กำลังมาแรง เพราะหนังบาร์บี้ที่ประสบความสำเร็จสุดๆ 

แบรนด์เห็นโอกาสจากจุดนี้ จึงโพสต์แกล้งแฟนเพจทำนองว่า ถ้าเราทำซอสชมพูแบบนี้ขึ้นมา พวกคุณจะสนใจไหม

ปรากฏว่า ผลตอบรับถล่มถลาย มีคนไลก์กว่า 464,000 และอีกกว่า 71,000 comment เลยทีเดียว

ทีมงานทาง Heinz เล่าว่า

  • แฟนเพจของเราถึงกับบอกว่า เขาจะย้อมผมตัวเองเป็นสีชมพูเลย ถ้าทำซอสชมพูที่ว่านี้ให้เกิดขึ้นจริง
  • หลังจากที่ทีมงานเห็นตอบรับที่ดีเกินคาดบนโซเชียลมีเดีย แบรนด์จึงตัดสินทำให้ซอสสีชมพูเกิดขึ้นจริงๆ 

8 เดือนต่อมา เข้าสู่เดือนเมษายน 2024 เป็นเดือนฉลองครบรอบ 65 ปีของบาร์บี้ผดิบผดี ทาง Heinz และ Mattel (แบรนด์ที่จำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับบาร์บี้) ก็ได้เปิดตัวซอสสีชมพูอย่างเป็นทางการ

ซึ่งแคมเปญซอสีชมพูที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสองแบรนด์ ทำให้มีปริมาณการค้นหาเกี่ยวกับ “barbie ketchup” (ซอสบาร์บี้) มากถึง 600 ต่อเดือน และยังได้รับการพูดถึงจากสำนักข่าวใหญ่ๆ ทั้ง Bloomberg, Yahoo และ CBS News โดยทั้งหมดนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายทางการตลาดเลยสักบาท 

จะเห็นว่าไม่จำเป็นต้องทิ้งเว็บไซต์และใช้แค่โซเชียลมีเดีย 

  • ใช้ Social Media เพื่อสร้างความสนใจในสินค้าและบริการ
  • รองรับความต้องการของลูกค้าผ่านการค้นหาบน Google ด้วยเว็บไซต์แบรนด์ให้ได้มากที่สุด

และแน่นอนว่าจากรณีศึกษานี้ซอสของ Heinz ก็มีแฟนบาร์บี้รอซื้อแบบจัดเต็ม สร้างยอดขายให้ Heiz ได้มากเลยทีเดียว

3.2 ใช้เว็บไซต์ในเชิงกลยุทธ์มากขึ้น

อย่าใช้เว็บไซต์แค่เป็นแคตตาล็อกแสดงสินค้า หรือแค่ให้ข้อมูลต่างๆ แล้วจบไป เพราะเว็บไซต์เป็นได้มากกว่านั้นมาก (กอไก่ล้านตัว)

1. ถ้าเว็บไซต์เราดี จะยอมเสียค่า Fee ไปทำไม

แม้ว่าลูกค้าคนจะชอบซื้อของผ่าน Shopee กับ Lazada แต่ถ้าแบรนด์ลองคำนวณดูจริงๆ ทั้งต้นทุนและค่าเสียโอกาสต่างๆ อาจพบว่าทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มอาจจะไม่ตอบโจทย์อย่างที่คิด

  • ยิงโฆษณาก็ยากกว่า ทั้งเชิงเทคนิค และการวัดผล
  • คนออกแบบประสบการณ์การซื้อของลูกค้าไม่ใช่เรา
  • จะทำ Upsell ขายของเพิ่มก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

เว็บไซต์คือสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเดียวที่แบรนด์ควบคุมได้เกือบ 100% ตั้งแต่ Awareness ยัน Conversion

ในวันที่แพลตฟอร์ม E-commerce ทยอยขึ้นค่าธรรมเนียมอย่างไม่หยุดหย่อน  ความสำคัญของเว็บไซต์ยิ่งมีมากกว่าเดิม

2. ปรับเว็บไซต์ให้ดี มี Conversion มากกว่าการพึ่งพาแพลตฟอร์ม

ข้อได้เปรียบของการมีเว็บไซต์คือความสามารถในการทำ A/B testing และ Conversion Rate Optimization เพื่อ

  • ทดสอบสมมติฐาน ให้เราทำการตลาดได้ดียิ่งขึ้น
  • เข้าใจพฤติกรรมที่ลูกค้าไม่เคยบอกเราตรงๆ ผ่าน Heatmap 
  • เก็บ Feedback ลูกค้า

ผมมีกรณีศึกษาน่าสนใจจาก Paltalk อยากให้ทุกคนได้ดูกัน

Paltalk ปรับปรุงประสบการณ์ผู้เข้าชมเว็บไซต์ ช่วยเพิ่มอัตราการซื้อมากถึง 6.74%

Paltalk บริการวิดีโอแชทจากสหรัฐฯ ที่ให้บริการ B2C ใช้ Heatmap และ Recording Session และสังเกตเห็นว่า ผู้เข้าชมมักพบความยากลำบากในการเลือกตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจาก

  • หน้าสมัครสมาชิกขาดการแสดงตัวเลือกที่เป็นมิตรกับผู้เข้าชม ทำให้ยากต่อการเปรียบเทียบฟีเจอร์ต่างๆ
  • ขาด Social Proof ที่ช่วยโน้มน้าวใจ
  • ปุ่ม CTA ที่ไม่โดดเด่นพอ

จึงต้องการปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้มากขึ้น

สิ่งที่ Paltalk เริ่มทำการทดสอบ (ดูในรูป Control) ด้วยตั้งสมมติฐานว่า 

  • ถ้าแสดงตัวเลือกการสมัครสมาชิกทั้งหมด พร้อมกับฟีเจอร์ต่างๆ ไว้ด้านบน จะทำให้การเปรียบเทียบง่ายขึ้น (และทำให้เกิดการซื้อมากขึ้น
  • เพิ่มรีวิวจากลูกค้า

โดยการทดสอบครั้งนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร จำนวนการซื้อเพิ่มขึ้นถึง 6.74%

3. คอนเทนต์สั้นๆ ให้อยู่บนโซเชียล คอนเทนต์ลึกๆ อ่านได้จุกๆ ต้องที่เว็บไซต์

เว็บไซต์ที่ดีในปี 2025 ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยผลักดันให้เราเป็นผู้นำทางความคิด (Thought Leadership) ในอุตสาหกรรมที่เราอยู่ได้

การเก็บคอนเทนต์ดีๆ ไว้บนเว็บไซต์ ช่วยให้คนในวงการรู้จักและอ้างอิงถึงได้ เช่น คอนเทนต์ How-to ยาวๆ ไปจนถึง คอนเทนต์ที่รวบรวมทุกอย่างที่ต้องรู้สำหรับมือใหม่

การใช้เว็บไซต์เก็บรายงานวิเคราะห์เทรนด์ในอุตสาหกรรม แบบสำรวจต่างๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า แบรนด์มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ และน่าเชื่อ

นอกจากจะดีต่อแบรนด์ และยังดีต่อ SEO ตามหลักเกณฑ์คุณภาพเว็บไซต์ EEAT ที่ Google อยากให้ทุกเว็บไซต์ปฏิบัติตามด้วย

 

TREND #4หลายแบรนด์ยังต้องพึ่งพาโฆษณาออนไลน์ แต่จะทำให้ได้ผลตอบแทนตามที่หวัง ท้าทายยิ่งกว่าเดิม

หลายแบรนด์ยังคงเพิ่มงบโฆษณา การแข่งขันจึงสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะโฆษณาออนไลน์ต้องใช้เงินเยอะก็จริง แต่เห็นผลลัพธ์รวดเร็วทันใจ จึงไม่น่าแปลกใจหลายแบรนด์ถึงเพิ่มงบโฆษณามากขึ้น (แม้ว่างบการตลาดโดยรวมจะลดลงก็ตาม)

สิ่งที่แบรนด์สามารถทำได้ คือ

  • หา “แอดนางฟ้า” ให้เจอ
  • ลองใช้ UGC ในการทำโฆษณามากขึ้น

4.1 จะหา “แอดนางฟ้า” ให้เจอ ต้องยิงแอดให้เยอะ ทดสอบอย่างเป็นระบบ

ปัญหาที่เจอทุกปีสำหรับนักยิงแอด คือแอดดีๆ ที่อยู่กับเรานานๆ มีไม่เยอะ

ถ้าใครยิงแอด Facebook เหมือน Jazzyhighway คงรู้สึกเครียดทุกวัน

  • โฆษณาไม่เคยนิ่ง ผีเข้าผีออก บางวันดี บางวันแย่
  • กว่าจะหาแอดนางฟ้าเจอต้องใช้ทั้งแรงกาย แรงใจ และเวลา

ตอนแรกผมนึกว่าผมคิดไปเอง จนกระทั่งผมเห็นสถิติจากทาง NP Digital ว่า ถ้าเรายิงแอดบน Facebook เราต้องทำโฆษณากว่า 60 ตัวเลยทีเดียว ถึงจะเจอแอดนางฟ้ามากพอที่จะสเกลให้แคมเปญมีกำไร

ผมไปไล่อ่านในเว็บไซต์ต่างประเทศก็สังเกตเห็นเทรนด์นี้เหมือนกัน ถ้าอยากจะยิงแอดให้มีกำไรต้องทำแอดออกมาเยอะๆ แต่สิ่งที่ผมอยากเพิ่มเติมคือ การยิงแอดให้เป็นระบบมากขึ้น

  • เราควรทดสอบสมมติฐานของเราบ่อยๆ แอดแบบไหนดี แอดแบบไหนไม่ดี จะช่วยให้เรียนรู้ได้ดี ไม่มีพลาดซ้ำสอง
  • เราควรเก็บบันทึกให้ดี เพื่อให้เราดูย้อนหลังได้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ดูใน Ads Manager

อย่าง Jazzyhighway เอง พวกเราใช้ Google Sheet คอยเก็บคอนเซ็ปของโฆษณาว่าอันไหนเวิร์กไม่เวิร์กเหมือนกัน

การยิงแอดเป็นระบบแบบนี้จะช่วยให้เราอุ่นใจมากขึ้น (อาจจะยังมีเครียดบ้าง) แต่เราจะรู้สึกว่าเราทำโฆษณาได้อย่างมีทิศทางในจำนวนที่มากขึ้นได้

4.2 เทรนด์การนำ User-generated Content มาเป็นโฆษณา ยังมาแรงอย่างต่อเนื่อง

User Generated Content (UGC) เป็นคอนเทนต์ที่นำมาใช้ในโฆษณาแล้วได้ผลตอบรับค่อนข้างดีที่ต่างประเทศ ส่วนในไทยก็เริ่มเห็นมา 2-3 ปีแล้ว

บางแบรนด์จ้างอินฟลูเอนเซอร์ให้ทำคอนเทนต์ให้ทางแบรนด์เพื่อไปยิงโฆษณา จะเห็นบ่อยมากในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงาม ผมขอหยิบตัวอย่างโฆษณาของแบรนด์ Divyne ซึ่งผมค่อนข้างชอบส่วนตัว

 

จะเห็นว่าโฆษณาแบบ UGC จะไม่ค่อยดูเหมือนโฆษณาสักเท่าไหร่ และค่อนข้างดูเรียลมากกว่าโฆษณาที่แบรนด์ทำเอง ทำให้ดึงดูดความสนใจลูกค้าได้ง่ายกว่า และที่สำคัญ

  • 50% ของ Millennial รู้สึกว่า UGC ดูน่าไว้วางใจมากกว่าคอนเทนต์ที่แบรนด์ทำเอง
  • 70% ของลูกค้าเชื่อว่า UGC มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมาก
  • 29% ของโฆษณา UGC ทำให้เกิด Conversion บนเว็บไซต์มากกว่าการไม่ใช้เลย

ใครที่ยังไม่ลองใช้ UGC ต้องเริ่มศึกษาอย่างจริงจังได้แล้ว

TREND #5ทำ Content Marketing ให้ได้ใจลูกค้า ต้องเก่งจริง จริงใจ และโปร่งใสมากขึ้น

Content marketing ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงมากเท่ากับหัวข้ออื่น แต่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี Content Marketing ยังคงเป็นหัวข้อที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดในกลยุทธ์การตลาด

ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ผู้คนต่างโหยหาสิ่งเดียวกัน “Human connection” การสานสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

  • พวกเราต่างอยากเป็นที่ยอมรับในสังคม
  • พวกเราต่างอยากได้รับความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
  • พวกเราต่างอยากรู้สึกว่าได้อยู่ถูกที่ ถูกเวลา อยู่ในที่ที่เป็นของเราจริงๆ

ดังนั้นสิ่งที่แบรนด์ควรทำ คือ 

  1. สอดแทรกความเป็นมนุษย์ และเชื่อมโยงกับผู้คนให้มากขึ้น
  2. คอนเทนต์ที่ดีไม่ใช่แค่ดูเรียล แต่ต้องโปร่งใสและจริงใจ
  3. ใช้ influencer ตัวเล็กๆ สร้างความจริงใจให้แบรรนด์ได้
  4. ลองทำ Event Marketing อาจตอบโจทย์กว่าที่คิด

5.1 คอนเทนต์แค่ดูเรียลอย่างเดียวไม่พอ ต้องจริงใจ และโปร่งใส

ลูกค้าสมัยนี้เซนต์ดีสุดๆ โชกโชนด้วยประสบการณ์การเสพคอนเทนต์และเนื้อหาการตลาดมากมาย ทำให้จับผิดได้ทันที

  • โฆษณาไหนเกินจริง
  • อินฟลูคนไหนเนียนขายของ แต่ไม่เคยใช้จริง
  • รีวิวอันไหนจริง อันไหนปลอม รู้ทันหมด

ที่สำคัญการเติบโตของ TikTok แพลตฟอร์มที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์เรียลๆ ที่ทุกคนแสดงความเป็นตัวอย่างเต็มที่ ทำให้คนชอบคอนเทนต์ที่ไม่ผ่านการตัดแต่งมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ทำให้ลูกค้าโหยหา “ความจริงใจ” และ “ความโปร่งใส” จากครีเอเตอร์และแบรนด์มากขึ้น เรียกได้ว่า 88% ของลูกค้ายกให้ความจริงใจ เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลยว่าควรสนับสนุนแบรนด์ที่ตัวเองชอบไหม

แบรนด์ไหนมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างจริงใจเหมือนเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จะทำให้คุณค่าของแบรนด์ (Brand equity) จะยิ่งมากขึ้น

แต่ “ความเรียลและการเป็นตัวของตัวเอง” ใน TikTok อาจไม่เหมือนกันกับ “ความจริงใจ” และ “ความโปร่งใส” ซะทีเดียว

เราสามารถพูดได้ว่าเราใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าเราไม่เคยเปิดอก พาลูกค้าไปดูเบื้องหลังว่าเราใส่ใจสิ่งแวดล้อมแค่ไหน คำพูดเราอาจดูไม่จริงใจและโปร่งใสเท่าที่ควร

ผมมี 2 กรณีศึกษาน่าสนใจ อยากให้ทุกคนมาดูกัน

Poppi ใช้คอนเทนต์ Founder’s Story เล่าที่มาที่ไปของการทำแบรนด์

Ellsworth โพสต์วิดิโอลง TikTok เล่าประสบการณ์ของเธอใน Shark Tank ที่เธอได้รับเงินลงทุน 400,000 ดอลลาร์ในขณะที่ตั้งครรภ์เก้าเดือน รวมถึง

  • Ellsworth มีปัญหาด้านสุขภาพหลายอย่าง 
  • เธอพบว่า Apple Cider Vinegar ดีต่อสุขภาพของเธอ แต่รสชาติของ Vinegar มันไม่ดีเอาซะเลย 
  • เธอจึงพยายามทำเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของ Apple Cider Vinegar ให้มีรสชาติดี จะได้กินบ่อยๆ ที่ครัวบ้านตัวเอง และทำแบรนด์ของตัวเองออกมาเชื่อว่า Poppin
  • Ellsworth เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะเธอชอบรสชาติและประโยชน์ของมันมากๆ ถึงกับลาออกจากงาน ไปออก Shark Tank ตอนที่เธอตั้งครรภ์ 9 เดือน และได้รับเงินสนับสนุนมา

วิดีโอมีคนดูเกิน 700,000 วิว และแม้ว่าในวิดิโอจะไม่มี Call to action ให้ไปซื้อ Poppin เลยสักนิด แต่ยอดขายของ Poppi เพิ่มขึ้นทันทีกว่า 200% ในหนึ่งวัน

อีกหนึ่งแบรนด์ที่โปร่งใสมากๆ ในการทำธุรกิจคือ Allbirds

 

Allbirds เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมมากๆ และโปร่งใสกับเรื่องนี้สุดๆ ตรงตาม tagline, “Better shoes. Better world” รองเท้าที่ดีกว่า เพื่อโลกที่ดีกว่า ด้วยการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ขนแกะ โดยที่ยังคงคุณภาพและสไตล์ของรองเท้าที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่

ทุกสินค้าของ Allbirds จะมีข้อมูลว่าสร้าง Carbon footprint เท่าไหร่ ทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตอกย้ำเรื่องความใส่ใจและความโปร่งใสเรื่องการใส่ใจในสิ่งแวดล้อม

รวมถึงมีการเล่าที่มาที่ไป และ Process การทำรองเท้าบนเว็บไซต์ มีจัดทำรายงานความยั่งยืนอีกด้วย (ถ้าเอามาเล่าในโซเชียลมีเดียมากกว่านี้จะเจ๋งมาก) 

 

นอกจากนี้ ผลลัพธ์ของการมีความโปร่งใสอย่างต่อเนื่องกับลูกค้า คือ 85% ของลูกค้าจะยังภักดีกับแบรนด์ต่อไป แม้แบรนด์จะเกิดวิกฤตและมีดราม่าก็ตาม แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องเปิดเผยทุกเรื่องราว อย่างตอนเช้าอาบน้ำกี่โมง แต่ต้องโปร่งใสในเรื่องที่ลูกค้าใส่ใจ

คอนเทนต์อื่นๆ ที่น่าสนใจ ช่วยสร้างความโปร่งใสให้กับแบรนด์ เช่น การทำ Behind the scenes หรือการทำ Employee-Generated Content ให้พนักงานมาเล่าประสบการณ์ได้ทำงานกับแบรนด์ก็น่าสนใจไม่น้อย

จากทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าการทำคอนเทนต์ให้ได้ใจลูกค้าในปี 2025 จึงไม่ใช่แค่ทำคอนเทนต์ให้ดูดีและสมบูรณ์แบบ

แต่คือความกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง มีความโปร่งใสและจริงใจในสิ่งที่ทำ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน

5.2 ใช้ Mid-Size influencer และ Micro influencer สร้างความไว้ใจให้กับลูกค้าได้มากกว่า

ดาราและอินฟลูเอนเซอร์ผู้ติดตามหลักแสน – ล้าน ได้รับความไว้วางใจจากผู้คนน้อยลง

ในทางกลับกัน Nano Influencer, Micro Influencer และ Mid-sized Influencer เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น เพราะมีมนุษย์สัมพันธ์กับผู้ติดตามใกล้ชิดกว่ามาก

  • ทำให้ดูจริงใจมากกว่า
  • ทำให้เข้าถึงง่ายกว่า 

ยิ่งถ้าเราเลือกจุดที่เอามาเล่นได้ดีเท่าไหร่ ยิ่งได้ใจลูกค้ามาเท่านั้น ที่สำคัญคือ การลงทุนใช้ Influencer ทั้ง 3 ประเภทนี้ให้ผลตอบแทบจากการลงทุนดีกว่ามากๆ

แน่นอนว่าการทำงานกับ Influencer เจ้าเล็กๆ ก็มีข้อเสียเหมือนกัน เช่น อาจจะยังไม่เชี่ยวชาญในการโปรโมทสินค้าและบริการให้กับแบรนด์ ยังไม่รู้ว่าต้องร่วมงานกับแบรนด์ยังไง ทำให้การจ้างดารากับอินฟลูเอ็นเซอร์ผู้ติดตามเยอะๆ ยังคงมีความจำเป็นในบางกรณี

แต่ถ้าแบรนด์ไหน ให้ความสำคัญกับ ROI มากๆ ควรให้ความสำคัญกับ Influencer เจ้าเล็กๆ มากขึ้น

5.3 Event Marketing ควบคู่การทำคอมมูนิตี้ มอบประสบการณ์ดีๆ ที่จริงใจและโปร่งใส ลูกค้าจะประทับใจสุดๆ 

หลายคนน่าจะเห็นอีเวนท์และ Conference เยอะมากในปี 2024 ที่ผ่านมา แต่ในปี 2025 อาจจะเปลี่ยนไปสักเล็กน้อย

ผมไม่เคยทำ Conference ใหญ่ๆ มาก่อน แต่ถ้ามองจากมุมมองคนนอก ผมรู้สึกว่า ทุกอีเวนท์ และ Conference ในอุตสาหกรรมการตลาดออนไลน์ ต่างกันแค่ 3 ตรง

  • หัวข้อและ Speaker ที่มาพูด (ซึ่งอาจคล้ายกัน ถ้าไปมาแล้วหลายงาน)
  • เวิร์กช็อปพิเศษในงาน
  • ธีมการสื่อสาร

แต่ในภาพรวมคือคล้ายกันมาก ถ้าไม่มีจุดขายที่เจ๋งจริงๆ ผมว่ายากมากที่จะทำให้อีเวนท์และ Conference ประสบความสำเร็จ

แต่สำหรับแบรนด์ (และครีเอเตอร์) นอกอุตสาหกรรม Digital Marketing เราไม่จำเป็นต้องทำอีเวนท์ยิ่งใหญ่เป็น Conference ขนาดนั้น เพราะ Event Marketing มีหลากหลายมาก

ข้อดีมากๆ ของการทำ Event Marketing คือ ความสามารถในการเปลี่ยน Follower ในโซเชียลมีเดีย ให้กลายเป็นลูกค้าที่ภักดีกับแบรนด์ พอมีลูกค้าจำนวนมากขึ้น ก็กลายเป็นคอมมูนิตี้ที่อยู่กับแบรนด์และครีเอเตอร์ไปอีกนาน

เหตุผลเพราะ

  1. ลูกค้าหลายคนไม่ได้ซื้อของกับเราจากการคุยกันแค่ครั้งสองครั้ง โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องคิดเยอะๆ อย่างรถ คอนโด เรียนต่อต่างประเทศ แต่ลูกค้าจะชอบมาอีเวนท์ของเราเพื่อตัดสินใจว่าแบรนด์เหมาะกับลูกค้าจริงไหม
  2. ลูกค้าหลายคนมีความข้องใจ กังขากับสิ่งที่เราโพสต์ในโลกออนไลน์ ทำให้ลูกค้าอยากมาดูด้วยตาตัวเองจริงๆ ว่าคอนเทนต์ที่เราทำ เจ๋งจริงเหมือนตาเห็นไหม

นั่นแปลว่า การทำ Event เป็นโอกาสดีมากๆ ที่เราจะได้โชว์ของแบบจัดเต็ม ผสมผสานความเป็นแบรนด์ ออกแบบอีเวนท์ให้น่าสนใจ และช่วยลูกค้าอย่างจริงใจ เราจะสามารถสร้าง 3 สิ่ง

  • ประสบการณ์อันน่าจดจำและความเป็นคอมมูนิตี้ ที่เกิดจาก Human connection ภายในอีเวนท์
  • ได้ความไว้วางใจจากลูกค้ามากขึ้น จากการได้ปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์จริงๆ 
  • ช่วยเพิ่มการบอกปากต่อปาก (Word of mouth) หากสินค้าและบริการของเราตอบโจทย์ลูกค้าจริงๆ
  • ช่วยปรับมุมมองของลูกค้าต่อแบรนด์ให้ดีขึ้น สร้างความประทับใจแรกได้ดี สร้างอิทธิพลทางใจให้กับลูกค้า ให้มองแบรนด์น่าไว้วางใจมากขึ้น

เราสามารถทำอีเวนท์เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ทดลองใช้และเข้าใจสินค้าบริการของแบรนด์ เช่น

  • การทำสัมมนาพบปะ Follower (เหมาะกับครีเอเตอร์สุดๆ)
  • การทำเวิร์กช็อป
  • การเปิด Pop up store
  • อีเวนท์ประจำเทศกาลต่างๆ

แบรนด์ SaaS ชื่อดังอย่าง Ahrefs เอง หันมาทำ Event Marketing ในปี 2024 และมีแนวโน้มจะทำมากขึ้นในปี 2025 เพราะ

  1. มอบประสบการณ์ดีๆ ให้กับลูกค้าหน้าเดิมที่ใช้ Ahrefs ได้มาพูดคุยกัน เรียนรู้กันและกัน สร้างคอนเนคชั่นร่วมกัน
  2. ได้คุยกับลูกค้า เข้าใจปัญหาของลูกค้ามากขึ้น
  3. ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจ Features ใหม่ๆ ของ Ahrefs ช่วยลูกค้าได้อย่างไรบ้าง
  4. เข้าถึงกลุ่มคนใหม่ๆ ที่ Ahrefs สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นลูกค้าได้

จริงๆ แล้วการทำ Event Marketing ไม่จำเป็นจะต้องเป็นรูปแบบเจอกันตัวเป็นๆ ก็ได้ เพราะสำหรับแบรนด์ที่ไม่มีทุนทรัพย์มากพอ การทำWebinar ในหัวข้อที่ลูกค้าสงสัย ไปจนถึงการทำไลฟ์เองก็นับเป็นอีเวนท์ที่ลูกค้าตั้งตาคอย ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ในปีที่ผ่านมาบางแบรนด์อาจให้ความสำคัญการสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ค่อนข้างเยอะ จนลืมนึกถึงประสบการณ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าในโลกออฟไลน์ การลองทำ Event Marketing ในปี 2025 จึงอาจตอบโจทย์แบรนด์ (และครีเอเตอร์) มากกว่าที่คิด ลองดูครับ