6 ขั้นตอนเขียนบทความ SEO ที่ดี ด้วย “สูตรลับ” ปั้น SEO Content ติดหน้าแรก
by
/ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ต้องการตามหา Framework ในการทำเนื้อหาที่ดีที่สุด
เลือกอ่านตามหัวข้อ
ถ้าถูกใจ กดแชร์เลย!
ถ้าอยากทำบทความ SEO ที่ดี ต้องเขียนให้คนอ่าน ปรับให้ Google เข้าใจ เรารู้จักแนวคิดนี้กันดี แต่พอลองทำจริงๆ ทำไมถึงไม่ติดหน้าแรกสักที?
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดเราเลยสักนิดที่เรายังจบต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะเริ่มเขียนบทความ SEO ให้ติดหน้าแรกยังไง
90% ของคอนเทนต์บน Google ไม่มีแม้แต่คนคลิกอ่าน นั่นแปลว่าเราไม่ใช่คนเดียวแน่ๆ ที่กำลังเจอปัญหานี้อยู่ และอีก 10% ที่เหลือรู้บางอย่างที่เป็น “สูตรลับ” ที่เราอาจจะยังตกผลึกไม่ออก
ซึ่งสูตรลับปั้นบทความ SEO ให้ติดหน้าแรกนั้น จริงๆ แล้ว คือ “การมองภาพรวมให้ออก” ไม่ใช่แค่เรื่องการเขียนเนื้อหาบทความเดียว
คำว่า “ภาพรวม” ที่ว่านี้ หมายถึงการที่เราต้องมีกลยุทธ์เรื่องแบรนด์ และมีกลยุทธ์ SEO ก่อนจะเริ่มเขียนบทความ SEO ให้ติดหน้าแรกเพื่อสร้างยอดขาย ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำบทความ SEO ให้ดีแล้วจะติดหน้าแรกเลย
การมองภาพรวมให้ออก ช่วยให้ผมปั้นเว็บไซต์ส่วนตัวจาก 0 จนมีทราฟฟิก 20,000 ต่อเดือน ในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว
ทราฟฟิก 20,000 ต่อเดือน อาจจะดูน้อย แต่สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือ Blogger ที่กำลังเริ่มต้น ถือว่าเยอะมากๆ เลยทีเดียวครับ

บทความ SEO คืออะไร ?
บทความ SEO คือ บทความที่ออกแบบให้ Search Engine เข้าใจได้ง่าย เพื่อให้บทความถูกจัดอันดับบนหน้าแรก และดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่เว็บไซต์
ถ้าอ่านความหมายดูดีๆ จะเห็นปัญหาใหญ่สุดๆ ของบทความ SEO นั่นก็คือ เราแคร์เรื่องของการปรับเนื้อหาให้เข้ากับอัลกอริทึ่มมากกว่าเขียนให้คนจริงๆ อ่าน ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีต่อแบรนด์และยอดขายเราเลย และที่สำคัญคือ
ไม่ใช่ทุกบทความ SEO ที่ติดหน้าแรกจะเป็นบทความที่ดี
- บทความ SEO สร้าง Traffic เข้าเว็บไซต์ได้ แต่ไม่สร้างรายได้ ไม่ใช่บทความ SEO ที่ดี
- บทความ SEO แม้ติดหน้าแรก ลูกค้าอาจจำแบรนด์เราไม่ได้ ไม่ใช่บทความ SEO ที่ดี
หลายคนคิดว่า บทความ SEO ได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว ติดหน้าแรกแล้ว พาคนเข้าเว็บไซต์ได้แล้ว มันคึอ “บทความ SEO ที่ดี” แล้ว
แต่สำหรับคนอ่าน มันคือคอนเทนต์ที่ไม่ตอบโจทย์ ภาษาที่เหมือนหุ่นยนต์เขียน ทำให้คนอ่านรู้สึกไม่อินกับเนื้อหาและสิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อ ซึ่งเป็นการเสียโอกาสอย่างน่าเสียดายในแง่ธุรกิจมากๆ
ผมเคยเขียนบทความ SEO ติดอันดับ Top 3 ในคีย์เวิร์ดที่คนเสิร์ชหาเยอะพอสมควร และเป็นคีย์เวิร์ดที่จะเป็นกึ่งๆ Transactional ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีทราฟฟิกเข้ามาเยอะมาก แต่ไม่มียอดขายเลยสักนิด ผมมานั่งย้อนแกะดู ถึงได้รู้ว่าในแง่ของการเป็นบทความ SEO ก็คือดีมาก แต่ในแง่ของเนื้อหาเรียกได้ว่าขั้นห่วยเลยครับ
ในต่างประเทศเอง ก็มีหลายๆ คนที่ไม่ชอบบทความ SEO ที่ทำไปเพราะ SEO เพียงอย่างเดียว เพราะลักษณะการเขียนจะแคร์อัลกอริทึ่มมากกว่า ไม่สนใจคนอ่าน ทำให้ User ต้องไปหน้าหลังๆ บางคนเจอบทความที่ตอบโจทย์จริงๆ หลังจากหน้า 2-3 แล้วด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเสียดายมากๆ
เพราะคอนเทนต์ที่ดีมากส่วนใหญ่ ไม่ได้ปรับให้เหมาะกับอัลกอรึทึ่ม บทความที่ดีจริงๆ เลยไม่ถูกอ่าน และถูกดันไปอยู่หน้าหลังๆ ที่น้อยคนจะเข้าถึง
ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ การผสมผสานคุณภาพคอนเทนต์กับ SEO ให้เหมาะ และนั่นแปลว่าเราต้องมีหลักการและการวางแผนการเขียนบทความ SEO ที่ดี
หลักการเขียนบทความ SEO ที่ดี มีอะไรบ้าง? สูตรลับปั้น SEO Content ให้ติดหน้าแรก
1. บทความ SEO ที่ดี คิดถึงคนอ่านเป็นลำดับแรก อัลกอริทึ่มเป็นลำดับสอง
ทุกคนรู้ข้อนี้อยู่แล้ว แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องเน้นย้ำอยู่เสมอ
เพราะทุกครั้งที่เราเริ่มเขียนบทความ SEO เรามักจะเริ่มโลเลจากเริ่มเขียนให้คนอ่าน เริ่มจุกจิกกับเรื่องการปรับให้เข้ากับ SEO จนเนื้อหาออกมาประหลาดๆ ซึ่งถ้าอยากเช็กว่าเรายังเขียนบทความ SEO โดยคำนึงคนอ่านเป็นลำดับแรก อัลกอริทึ่มเป็นลำดับสอง สิ่งที่ต้องทำ คือ
1.1 ตอบโจทย์ Search Intent
Search Intent คือ คำตอบที่ลูกค้าความคาดหวังเมื่อพิมพ์คำค้นหาบน Google ถ้าผมพิมพ์ “บทความ SEO คืออะไร” ผมก็คาดหวังว่าจะเจอคอนเทนต์ที่อธิบายเกี่ยวกับความหมายของ “บทความ SEO”
ซึ่งการเขียนบทความ SEO ที่ดีต้องตอบโจทย์ Search Intent เพราะนอกจากจะดีกับอัลกอริทึ่มแล้ว ยังช่วยให้เรามีอิทธิพลในใจของลูกค้า ช่วยให้แบรนด์เราเป็นที่ไว้วางใจมากขึ้น
1.2 เขียนให้แบรนด์เราเป็นตัวเลือกที่น่าดึงดูดกว่าคู่แข่ง
บทความ SEO ที่ดี มักจะเป็นบทความที่เขียนสนุก โชว์ของเป็น ขายของได้แบบแนบเนียน เป็นที่ปรึกษามากกว่าสุดยอดนักขาย Hard Sell ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้มักจะทำให้แบรนด์เรามีอิทธิพลในใจลูกค้าได้ดีเลยทีเดียว
1.3 กระจาย Keyword อย่างเป็นธรรมชาติ และรู้ว่า Keyword ไหนเหมาะกับบทความแบบไหน
ถ้าเรายัดแต่คีย์เวิร์ดเข้าไปในบทความ เพราะอยากให้ Google เข้าใจง่าย จะได้ติดหน้าแรก คุณภาพเนื้อหาบทความจะแย่มาก และเสี่ยงจะโดน Google ลงโทษ
- SEO Keyword คืออะไร รู้จักคีย์เวิร์ดทั้ง 9 ประเภท และโลกใบใหม่ที่ SEO เป็นมากกว่าแค่เรื่องคีย์เวิร์ด
1.4 เขียนเหมือนที่เราพูด เขียนเหมือนเราเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่ AI
ผมเห็นบทความที่เขียนโดย AI แบบเพียวๆ (ซึ่งดูง่ายมาก) ค่อนข้างที่จะเรียบๆ ภาษาแบบหุ่นยนต์มากๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้เกิดผลดีกับแบรนด์มากนัก สิ่งที่เราควรทำถ้าเราใช้ AI ในการเขียนคอนเทนต์คือการเอามา Rewrite ให้สามารถแสดง Brand Voice ของเราได้ ซึ่งจุดนี้นี่แหละที่จะช่วยเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นลูกค้าได้
2. บทความ SEO ที่ดี ต้องตอบโจทย์ธุรกิจภาพใหญ่
อยากทำธุรกิจต้องมีแผน แม้แต่ Blogger เองก็ต้องการแผนเหมือนกัน อย่างน้อยเลยๆ แบรนด์เราต้องตอบคำถาม 2 ข้อนี้ได้แล้ว
หนึ่ง คุณต้องรู้แล้วว่า SEO ตอบโจทย์ธุรกิจยังไง ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ เริ่มลงทุนกับบทความ SEO แบบหนักๆ เลยอาจจะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่
หลายที่จะบอกว่า ธุรกิจต้องมีเว็บไซต์ ต้องทำ SEO ผมว่าไม่จริงเสมอไป ผมเคยทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ด้านการศึกษามาระยะนึง ผมได้รู้ว่าจริงๆ แล้วบริษัทนี้ไม่ต้องทำบทความ SEO ด้วยซ้ำ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มาจากทาง Social Media ทักแชทปิดการขายเอา เพราะฉะนั้นการทำ Facebook Ads อาจจะเวิร์คกว่า
งั้นแปลว่าช่างมันเลยได้ไหม SEO ? ผมไม่ได้บอกว่า ช่างมันเลย ไม่ต้องทำหรอก SEO ผมกำลังจะบอกว่า เราต้องเข้าใจจริงๆ ว่า SEO ตอบโจทย์ภาพใหญ่ธุรกิจยังไง เพราะถ้ายังตอบไม่ได้ เราจะสูญเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ และแน่นอนว่าลงทุนทำ SEO แบบจริงจังนี่ราคาไม่ถูกเลยครับ
สอง คุณต้องรู้แล้วว่า Content Marketing และบทความ SEO ไปด้วยกันยังไงในธุรกิจคุณ ในแง่ของการดึงดูดลูกค้าและสร้างยอดขาย
ถ้าคุณอยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ดีกว่าหรอที่จะทำวิดิโอสั้นบน TikTok ทำอาหารคุณให้ดูน่ากิน น่าดึงดูด แทนที่จะเสียเวลามานั่งเขียนบทความ SEO
ถ้าพูดแบบแฟร์ๆ อาจจะมองได้อีกแบบ คือ เว็บไซต์มีเอาไว้สำหรับคนที่กำลังอยู่ในช่วงหารีวิว เปรียบเทียบกับเจ้าอื่นๆ ให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายๆ แต่คุณจะทำให้เค้ามาเป็นลูกค้า่ได้ยังไง? แน่ใจใช่ไหมมันคุ้มกันแล้ว ?
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราต้องเช็คดูให้ดีๆ เพราะ ถ้ายังตอบไม่ได้ ผมว่าบทความ SEO ที่เราอุส่าห์ลงทุนทำมาจะกลายเป็นบทความหน้าแรกบน Google ที่ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรให้เราเลยนอกจากผลาญตังหลายแสนไปฟรีๆ
3. บทความ SEO ที่ดี ต้องคิดถึงภาพรวมของทั้งเว็บไซต์ ไม่ใช่แค่บทความเดียว
Google มองแต่ละบทความ SEO ที่เราเขียนมีความเชื่อมโยงกันยังไง (เว้นแต่เราปิดกั้นให้ Google เข้าถึงได้)
อนาคตของการทำบทความ SEO จะเป็นเรื่องของ ของ Semantic SEO มากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องคีย์เวิร์ด และเรื่องของบทความเดี่ยวๆ อีกต่อไป
Semantic SEO เป็นแนวคิดที่ค่อนข้าง Advanced พอสมควร แต่ที่เราต้องรู้แบบย่อๆ เลยก็คือ
- เราต้องแคร์วิธีการเขียนบทความ SEO
- เราต้องให้ความสำคัญกับ “ความหมายของคำ” และ “บริบทของคำ” ไปจนถึง ภาพรวมของเว็บไซต์โดยรวมนั้น “มีความหมาย” อย่างไรในสายตาของ Google ผ่านการเชื่อมโยงแต่ละบทความ SEO บนเว็บไซต์ของเราเข้าด้วยกัน
ซึ่งจะช่วยให้บทความของเราติดหน้าแรกได้ตามที่วางแผนไว้ โดยภาพรวมของเว็บไซต์ ผมจะเรียกมันว่า “Theme (ธีม)” ของเว็บไซต์ ผ่านการทำสิ่งที่เรียกว่า Topic Cluster และกำหนดสิ่งที่เรียกว่า Pillar Page เพื่อกำหนดทิศทางของแบรนด์และเว็บไซต์ในภาพรวม
6 ขั้นตอนการเขียนบทความ SEO ที่ดี ลูกค้าถูกใจ Google บอกนี่แหละใช่เลย!
- ทำ Keyword Research
- เช็ก Search Intent
- วางเค้าโครงบทความ SEO
- เขียนให้สนุก โชว์ของให้เป็น
- ปรับดราฟแรก
- โปรโมทให้โลกรู้
1. Keyword Research คีย์เวิร์ดแบบไหนตอบโจทย์ธุรกิจ แบบไหนลูกค้ามองหา ส่วนผสมสุดลงตัวของบทความ SEO ที่ดี
90% ของบทความไม่ติดหน้าแรกของ Google ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ทำ Keyword Research นี่แหละครับ ผมขอเน้นย้ำเป็นพิเศษว่าขั้นตอนนี้ต้องเป๊ะสักนิด ถ้าเราอยากทำบทความ SEO ให้ดี
สมัยแรกๆ ที่ผมลองทำ Blog รีวิวหนังสือ ผมก็เขียนอย่างดีเลย รีวิวยละเอียดยิบ ทำกราฟฟิกแบบจัดเต็ม แต่สุดท้ายไม่มีใครเข้ามาอ่านเลย เพราะผมไม่ได้ทำ Keyword Research ก่อน
พอลองศึกษาดู ถึงได้รู้ว่าหนังสือที่ผมรีวิว มีคนค้นหาต่อเดือนประมาณสัก 10 คนได้ ถ้ารู้แบบนี้แต่แรกผมอาจจะไม่ลงทุนกับมันเยอะขนาดนั้นก็ได้
ดังนั้น เราต้องทำ Keyword Research ก่อนเริ่มเขียนบทความ SEO เพื่อเรารู้ทิศทาง เวลา และทรัพยากรที่จะลงทุนกับมัน
2. เช็ค Search Intent ให้ชัวร์ รู้ให้จริง ลูกค้าต้องการอะไร รากฐานบทความ SEO ที่ดี
คอนเทนต์ดีแค่ไหน ถ้าไม่ตรง Search Intent ก็ไม่ติดอันดับบน Google อยู่ดี
ถ้าพลาดจุดนี้ผมว่าแบรนด์จะเจ็บหนักพอสมควร เพราะ เราต้องมานั่งปรับคอนเทนต์ใหม่ ท้ายที่สุด คอนเทนต์ที่ดีที่สุดในสายตาของ Google คือตอบโจทย์ Search Intent และถ้าคอนเทนต์ไม่ตอบโจทย์จุดนี้ เราก็อด Traffic และถ้าไม่มี Traffic ก็ อด Conversion ยอดขาย
ตัวเว็บสรุปหนังสือของผมเอง ก็เช็ก Search Intent ไม่ดี สุดท้ายไม่ติด Top 100 ด้วยซ้ำ แม้ในใจผมจะคิดว่าคอนเทนต์ผมมันสุงปังมากก็ตาม
Search Intent เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ที่หลายคนมองข้าม แต่ส่วนตัวผมคิดว่า Search Intent มีข้อเสียที่ร้ายแรงมากจุดนึง ซึ่งผมอธิบาย (และบ่น) ไว้ยาวมากในบทความนี้
3. ร่างเค้าโครงบทความ SEO ที่ดี และ Key Takeaway ที่อยากให้ลูกค้าจดจำ
บทความ SEO ที่ดีต้องมีข้อคิดที่อยากให้ลูกค้าจดจำหลังอ่านจบ ถ้าอยากให้ดียิ่งกว่าคือเปลี่ยนความคิดของลูกค้าตามที่เราอยากให้เป็น
ซึ่งการวางเค้าโครงบทความ SEO เป็นการรับประกันว่า เราสื่อสิ่งที่อยากให้คนอ่านเชื่อมั่นและจดจำหลังอ่านจบได้จริงๆ รวมถึงสามารถตอบโจทย์ Google ในแง่ของการตอบโจทย์ Search Intent ด้วย
เค้าโครงบทความ SEO ที่ดี ต้องมีอย่างน้อย 5 องค์ประกอบ
- Internal link สร้างการเชื่อมโยงให้ Google เข้าใจ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับคนอ่าน ผ่านการแนะนำบทความที่เกี่ยวข้องกับผู้อ่านได้อย่างแยบยล ถามว่าแล้วรู้ได้ยังไงต้องลิงก์ไปหาบทความไหน ก็ต้องไปดูที่ Topic cluster ที่เราวางนั่นเอง
- On-page SEO: การปรับแต่งคอนเทนต์ให้เป็นบทความ SEO เช่น การใส่ keyword ใน heading
- Call to Action: อยากสอดแทรก Call-to-action อะไรเข้าไปในบทความ
- Key Message: สิ่งที่อยากให้คนอ่านจดจำเกี่ยวแบรนด์ เช่น อย่างบทความนี้ ผมอยากให้ทุกคนอ่านจำได้ว่า Jazzyhighway เชี่ยวชาญในการเขียนบทความ SEO
- Key takeaways: สิ่งที่อยากให้คนอ่านจดจำเกี่ยวเนื้อหาบทความ ซึ่งไม่จำเป็นเกี่ยวกับแบรนด์ เช่น ถ้าเขียนเรื่องขั้นตอนการเขียนบทความ SEO สิ่งที่ลูกค้าต้องได้กลับไปคือขั้นตอนการเขียน
4. เขียนให้สนุก โชว์ของให้เป็น ขายยังไงให้เนียนเหมือนไม่ขาย
ความรู้คู่ความบันเทิง คือ Key Success สู่หน้าแรก เปลี่ยน Traffic เป็นยอดขาย
ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่สุดของการเขียนบทความ SEO
ลูกค้าไถสุดจอ ไม่เจอสิ่งที่ตามหา ไม่มีอะไรสะดุดตาให้ต้องอ่าน ก็ออกจากเว็บไซต์ไป แต่สนุกอย่างเดียวก็ไม่พอ สุดท้ายถ้าจูงใจให้ลูกค้าซื้อไม่ได้ รายได้ก็ไม่เกิด
แต่แน่นอนว่าไม่มีใครชอบโดนยัดเยียดในสิ่งที่ไม่ต้องการจริงไหมครับ ดังนั้นเราก็ไม่ควรทำกับลูกค้าเราเหมือนกัน สิ่งที่เราต้องทำคือทำให้แบรนด์เราน่าดึงดูดมากกว่าคู่แข่ง
ซึ่งมันก็คือแก่นของการทำ Content Marketing เลยครับ เพราะ Content Marketing เป็นศิลปะของการเนียนขาย เขียนให้สนุก โชว์ของให้เป็น เพื่อเปลี่ยนความเชื่อและพฤติกรรมของลูกค้าหลังอ่านจบ
1. เขียนเหมือนตอนเราพูด เป็นที่ปรึกษามากกว่าสุดยอดนักขาย Hard Sell ขายได้เนียนกว่าเห็นๆ
ลูกค้าเข้าหาธุรกิจเพราะมีปัญหาเสมอ ทุกคนเสิร์ช Google เพราะมีปัญหาที่ต้องการการแก้ไข ซึ่งมีงานวิจัยค้นพบว่า เมื่อธุรกิจพาทีมขายไปเทรนนิ่งทักษะการให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ (Business Consulting) ทำให้
- ยอดขายเพิ่มขึ้นจากเดิม 18%
- ลูกค้าเพิ่มขึ้นจากเดิม 11%
- มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้น 5%
สิ่งที่เราทำเพิ่มได้นอกจากการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแล้วก็คือการสอดแทรก Copywriting เข้าไปในบทความเราสักนิด ให้บทความที่อ่านไม่น่าเบื่อเกินไป ใช้คำให้เป็น ติดหู อ่านสบาย แต่ยังคงความเป็นภาษาพูดอยู่ ผมว่าจะช่วยให้บทความ SEO เราเข้าถึงใจลูกค้าได้ดีมากทีเดียวครับ
2. บทความ SEO ที่ดีมักออกแบบประสบการณ์การอ่านให้ดีที่สุด ผ่านการใช้รูปภาพที่น่าดึงดูด และฟังชั่นของเว็บไซต์ที่สุดจะสะดวก
ดูจากบทความ SEO ที่ทุกคนกำลังอ่านตอนนี้เลยก็ได้ครับ ผมออกแบบสารบัญและปุ่มแชร์ให้ติดหน้าจอไว้ เพื่อให้ทุกคนเลือกจุดที่อยากได้ตามใจ อยากแชร์เก็บไว้ใน Social Media ส่วนตัวก็ทำได้ทันใจ (Accessibility)
ผมทำขึ้นมาเพราะต้องการให้ User Experience ของทุกคนดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และแน่นอนว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่จะช่วยให้ประสบการณ์การอ่านดีขึ้น
เช่น การทำให้เว็บไซต์โหลดเร็ว การแบ่งวรรคตอนสั้นๆ ให้ไม่เป็นก้อนๆ ไปจนถึงการสอดแทรกรูปภาพที่ช่วยสื่อความหมายได้มากกว่าแค่การใช้ตัวอักษรเป็นต้นครับ
3. โชว์ของให้เป็น Experience, Expertise, Authoritative, and Trustworthiness (E-E-A-T)
บทความ SEO ที่ดีมักจะถูกเขียนโดยคนที่รู้ลึก รู้จริง มีประสบการณ์เฉพาะทาง ซึ่งบทความในลักษณะนี้มักจะติดอันดับ Top 10 อยู่เสมอๆ เพราะ Google ชอบเนื้อหาแบบนี้มากๆ
เพราะบทความ SEO ในลักษณะนี้ตรงตามหลักเกณฑ์คุณภาพ Experience, Expertise, Authoritative, and Trustworthiness (E-E-A-T) ที่ Google มองหาเพื่อนำไปแสดงในหน้าผลการค้นหา (SERP)
- Experience (มากประสบการณ์)
- Expertise (เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน)
- Authoritativeness (เป็นที่รู้จักในแวดวง)
- Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ)
โดยเราสามารถทำให้บทความ SEO มีคุณภาพทั้ง 4 หลักเกณฑ์นี้ได้ หลากหลายวิธี เช่น
- การมีมุมมองของตัวเองต่อหัวข้อที่เขียน: เหตุผลที่เราเสิร์ชหาบทความ SEO ตั้งแต่ต้นเพราะเราอยากฟังความเห็นที่สองจริงไหมครับ เราต้องการมุมมองใหม่ๆ เพื่อใช้ในการตัดสินใจ และนั่นทำให้การแสดงความคิดเห็นของเราลงไปในบทความ SEO โดยเฉพาะความคิดเห็นที่เรามีความเชื่อมั่นมากๆ Google จะยิ่งชอบ และแน่นอนว่าคนอ่านเองก็ชอบเหมือนกันครับ
- ไปให้ลึก ไปให้สุด: ยิ่งเราเขียนอธิบายวิธีแก้ไขปัญหาลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยในเรื่องของภาพลักษณ์แบรนด์มากเท่านั้นครับ เรียกได้ว่าเป็นการปูพื้นฐานแบรนด์ให้มีความเป็นผู้นำด้านความคิด (Key Opinion Leader) ได้ดีมากๆ เหมาะสำหรับแบรนด์ที่เป็นในลักษณะ Business-to-Business (B2B) พอสมควร
- Original Content / Research: คอนเทนต์ออริจินัลที่เราทำขึ้นเอง ไปจนถึงวิจัยเฉพาะทางที่จัดทำโดยตัวแบรนด์เองเป็นคอนเทนต์ระดับสุดยอดที่ Google ชอบมากครับ เป็นการส่งเสริมเรื่องของ Thought Leadership ให้กับแบรนด์อีกด้วย
ถ้าไปให้สุดทางเลยก็คือการทำวิจัยครับ ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็คือ MarTech Report ของ Content Shifu ที่ต้องการสำรวจสภาพตลาดของเครื่องมือการตลาดออนไลน์ ซึ่งนอกจากจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อคนอ่านแล้ว ยังสร้างภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในด้าน MarTech ได้ดีมากอีกด้วย (ผมไม่ได้รับการสปอนเซอร์ใดๆ แค่ต้องการยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ ครับ)
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้บทความสนุก แต่ยังได้สาระ และทำให้แบรนด์เราเป็นที่จดจำหลังอ่านจบ และมีอิทธิพลในใจของลูกค้ามากขึ้น ถ้าเราทำทั้งหมดนี้ได้ดี ผมเชื่อว่าบทความ SEO จะสร้างยอดขายให้แบรนด์เราได้แน่นอนครับ
ผมอยากให้เราจำให้ดีว่า ไม่ใช่ทุกบทความ SEO ที่ติดหน้าแรกจะเป็นบทความที่ดีและสร้างยอดขายได้ ทราฟฟิกที่เข้ามากมายจากการอยู่หน้าแรกไม่สำคัญเท่ากับทราฟฟิกที่เข้ามาสามารถเป็นยอดขายได้เท่าไหร่
5. เขียนเสร็จอย่าพึ่งกด Publish เพราะ ความมหัศจรรย์ของบทความ SEO ที่ดี เกิดขึ้นหลังดราฟแรก
ทุกบทความ SEO ไม่ว่าจะเขียนโดยปรมจารย์ขั้นเทพขนาดไหน ดราฟแรกห่วยเสมอครับ
ถ้าเราเขียนดราฟแรกเสร็จ แล้วพรุ่งนี้กลับมาอ่านใหม่ ผมบอกได้เลยว่าเราจะรู้สึกเหมือนกับงานเรามันไม่เอาไหนซะเลย อ่านแล้วกระอักกระอ่วนใจแปลกๆ
แต่ความมหัศจรรย์จะเกิดขึ้นหลังเราเริ่มมาปรับคำ ตัดประโยคให้สั้นลง คัดสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ภาพใหญ่ออกไป และเราจะได้บทความ SEO ที่เจียรไนมาอย่างดีแบบเพชรเม็ดงามพร้อมเฉิดฉายบนหน้าแรกของ Google เลยครับ
6. มีบทความ SEO ที่ดีในมือแล้ว อย่าลืมโปรโมทให้โลกรู้
อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญของการทำบทความ SEO เลยก็ว่าได้ เราสามารถแชร์ลง Social Media หรือทำโพสต์พร้อมกราฟฟิกให้คนคลิกเข้ามาอ่านในเว็บไซต์
แต่ถ้าบทความ SEO ที่เราทำมาเป็นอันที่เป็นแกนหลักของธุรกิจ ผมจะแนะนำให้ใช้ Paid Media เช่น Facebook Ads เพื่อโปรโมทบทความ SEO ครับ ตัวอย่างคือ
การทำอัลบั้มโพสต์ Facebook และเอาไปยิง Engagement เพื่อเพิ่ม Social Signal และดึงดูด Backlink ได้ ซึ่งเป็นการช่วยทำอันดับ SEO แบบอ้อมๆ ทางนึงครับ
ทำ Facebook Ads แบบ Conversion Page View เพื่อให้คนเข้าไปอ่านบทความ ก็เป็นอีกส่วนนึงที่จะช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าคอนเทนต์ที่ทำมี Engagement ดีไหม ผ่านการดูจาก Google Analytics และเป็นการส่งข้อมูลกลับไปที่ Google ด้วยว่าบทความเราดีหรือไม่ดีนั่นเองครับ
สูตรลับสุดท้ายของการเขียนบทความ SEO ที่ดี
ตอนนี้ทุกคนรู้ “สูตรลับ” การเขียนบทความ SEO ที่ดี
- เขียนให้คนอ่าน ปรับให้เหมาะกับอัลกอริทึ่ม
- มองภาพรวมเว็บไซต์ให้ออก ไม่แคร์เฉพาะบทความเดียว
- มองให้ออกว่าบทความ SEO เข้ากันกับแบรนด์ยังไง
หลังจากนี้ ผมเชื่อว่าเราจะเขียนบทความ SEO ที่ดี พร้อมพุ่งทะยานสู่หน้าแรกได้ไม่ยากครับ
สุดท้ายนี้ผมอยากเล่าให้ฟังว่า บทความ SEO ที่สนใจแต่ SEO ไม่ได้เขียนเนื้อหาเพื่อมนุษย์ เป็นบทความที่น่าเบื่อมากๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา
แต่การจะทำบทความ SEO ให้ออกมาดี ก็แลกกับการที่เราต้องลงแรงกับมันเยอะเหลือเกิน (ทุกคนน่าจะเห็นแล้วจากบทความนี้)
ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมธุรกิจถึงได้จ้างเอเจนซี่ SEO กัน โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ e-commerce ที่มีเว็บไซต์หลายหมื่นหน้าต้องบริหาร
แต่ถ้าเราเป็น Blogger หรือธุรกิจขนาดเล็กที่อยากลองทำ SEO และยังไม่แน่ใจว่า SEO เหมาะกับแบรนด์จริงไหม ผมมองว่าการจ้างเอเจนซี่เป็นต้นทุนที่สูงพอสมควร เพราะต้องผูกสัญญาระยะยาว
และหลายคนลองใช้นักเขียนบทความแบบราคาถูกๆ เลย ผลลัพธ์ก็เลยได้ตามราคา เลยรุ้สึกว่า SEO ไม่เหมาะกับเรา ซึ่งไม่จริงเลยครับ ผมแนะนำว่าถ้าเริ่มลองทำ SEO จ้างนักเขียนรับทำบทความ SEO ดีๆ สักหนึ่งคน ก็เริ่มจะพอเห็นภาพแล้วครับว่า SEO เหมาะกับเราไหม
การทำบทความ SEO ไม่ใช่แค่เรื่องของบทความชิ้นเดียว ไม่ใช่แค่เรื่องของการติดหน้าแรก แต่เป็นเรื่องของกลยุทธ์ และภาพรวมธุรกิจ ซึ่งทั้งหมดที่ว่านี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลเดียวเลยก็คือ “การเริ่มต้นเขียน” ครับ
แหล่งข้อมูลประกอบบทความนอกเหนือจากประสบการณ์ผู้เขียน
Enhancing sales performance through business consulting skills. (n.d.). Wilson Learning Worldwide.
