SEO Keyword คืออะไร รู้จักคีย์เวิร์ดทั้ง 9 ประเภท และโลกใบใหม่ที่ SEO เป็นมากกว่าแค่เรื่องคีย์เวิร์ด
by
/ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ต้องการตามหา Framework ในการทำเนื้อหาที่ดีที่สุด
เลือกอ่านตามหัวข้อ
ถ้าถูกใจ กดแชร์เลย!
เราอาจมองว่า รู้จักประเภท Keyword พวกนี้ไป มันจะช่วยอะไรเราได้ จากประสบการณ์ส่วนตัวผม การที่เราสามารถแยกประเภท Keyword ได้จะทำให้
- ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- จัดลำดับความสำคัญของงานได้ว่าควรโฟกัสคีย์เวิร์ดไหน คีย์เวิร์ดลักษณธไหนสำคัญกับธุรกิจ
- อยากรู้อะไร ตอบให้ก่อนเลย!
Keyword คืออะไร พร้อมยกตัวอย่าง ?
คำหรือวลีต่างๆ ที่ผู้ใช้พิมพ์บน Search Engine เช่น “SEO คืออะไร”
ซึ่งนักการตลาดออนไลน์มักจะนำคีย์เวิร์ดเหล่านี้มาใช้ในการทำบทความที่ปรับให้เหมาะกับการทำอันดับบน Search Engine
Keyword มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ?
Keyword มีทั้งหมด 9 ประเภทได้แก่
- Seed Keyword
- Primary Keyword
- Secondary Keyword
- Niche Keyword
- Long-tail Keyword
- Niche Long-tail Keyword
- Keyword ตาม Search Intent
- Branded keyword
- LSI keyword
คีย์เวิร์ด (Keyword) หรือคําค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตควรมีลักษณะอย่างไร ?
Keyword ลักษณะที่ดีควรมีปริมาณการค้นหาที่มากพอ เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และสามารถแข่งขันได้
ตําแหน่งใดควรใส่ Keyword ?
Keyword ควรใส่ช่วง 100 คำแรก รวมถึงใน H1 – H3 และกระจายให้ทั่วบทความอย่างเป็นธรรมชาติ
คำหรือวลีต่างๆ ที่ผู้ใช้พิมพ์บน Search Engine เช่น “SEO คืออะไร”
ซึ่งนักการตลาดออนไลน์มักจะนำคีย์เวิร์ดเหล่านี้มาใช้ในการทำบทความที่ปรับให้เหมาะกับการทำอันดับบน Search Engine
Keyword มีทั้งหมด 9 ประเภทได้แก่
- Seed Keyword
- Primary Keyword
- Secondary Keyword
- Niche Keyword
- Long-tail Keyword
- Niche Long-tail Keyword
- Keyword ตาม Search Intent
- Branded keyword
- LSI keyword
Keyword ลักษณะที่ดีควรมีปริมาณการค้นหาที่มากพอ เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และสามารถแข่งขันได้
Keyword ควรใส่ช่วง 100 คำแรก รวมถึงใน H1 – H3 และกระจายให้ทั่วบทความอย่างเป็นธรรมชาติ
SEO Keyword คืออะไร
SEO Keyword คือ คำหรือวลีต่างๆ ที่ผู้ใช้พิมพ์บน Search Engine ซึ่งนักการตลาดออนไลน์นำคีย์เวิร์ดเหล่านี้ไปใช้เพื่อทำบทความ SEO ที่ตอบโจทย์ลูกค้าและ Search Engine
SEO Keyword มีความสําคัญอย่างไร
Keyword สำคัญมาก เพราะครีเอเตอร์ และ SEO Specialist สามารถวิเคราะห์คีย์เวิร์ตเพื่อเข้าใจความต้องการลูกค้า และออกแบบคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์ลูกค้า และ Google อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
ดังนั้นอ ก่อนเริ่มเขียนบทความ เราต้องทำ Keyword Research ทุกครั้ง เพื่อเอา Keyword ไปใช้เขียนเนื้อหาและทำ On-Page SEO ให้ตอบโจทย์ลูกค้าหรือ Search Engine มากที่สุด
SEO Keyword มีกี่ประเภท ?
ในแง่ของ SEO Keyword มีทั้งหมด 9 ประเภทได้แก่ Seed Keyword, Primary Keyword, Secondary Keyword, Niche Keyword, Long-tail Keyword, Niche Long-tail Keyword, Keyword ตาม Search Intent, Branded keyword และ LSI keyword
แต่ถ้าเราทำ Google Ads เราจะแบ่ง Keyword ออกได้ 4 ประเภท คือ Broad, Broad Match Modifier, Phrase และ Exact
1. Seed Keyword
Seed keyword คือ จุดเริ่มต้นของการทำ Keyword Research ให้มองว่า Seed Keyword เป็น คำ หรือ วลี ที่เป็นเหมือนกับ “หัวข้อ” หรือ “ธีม” เพื่อช่วยให้เราหาคีย์เวิร์ดอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ง่ายมากขึ้น เช่น “SEO” “Digital Marketing” เป็นต้นครับ
ทีนี้ก็ง่ายแล้วครับ คีย์เวิร์ดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะเริ่มผุดขึ้นมาให้เราแล้ว เช่น “Backlink”, “คอนเทนต์”, “บทความ SEO” เป็นต้น
2. Primary keyword (คีย์เวิร์ดหลัก)
คีย์เวิร์ดหลัก คือ คีย์เวิร์ดที่เป็นหัวข้อหลักของคอนเทนต์ที่เราต้องการทำอันดับให้ติดหน้าแรกบน Google
ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยเห็นคำเหล่านี้มากันหมด ไม่ว่าจะ Primary Keyword, Head Terms, Seed Keywords, Focus Keyword แต่ไม่ว่าจะอ่านเจอคำไหนมา มันคือสิ่งเดียวกันครับ ซึ่งในบทความนี้ผมจะเรียกมันว่า Primary Keyword หรือคีย์เวิร์ดหลัก
3. Secondary keyword (คีย์เวิร์ดรอง)
คีย์เวิร์ดรอง คือ คีย์เวิร์ดที่ใกล้เคียงกับ Keyword ที่เราต้องการทำอันดับ ซึ่งจะไม่ถูกนับมาใช้เป็นหัวข้อหลักของบทความ เพราะ Secondary Keyword มีตวามเจาะจงมากเกินไปที่จะทำเป็นบทความเดี่ยวๆ จึงถูกนำมาใช้เป็นหัวข้อย่อยในบทความแทน
แต่ทั้งสองคีย์เวิร์ดนี้คล้ายกันมาก สรุปแล้วต่างกันยังไง? ผมขอใช้ภาพนี้อธิบายความแตกต่างระหว่าง Primary Keyword และ Secondary Keyword
4. Niche keyword
Niche keywords เป็นคีย์เวิร์ดที่เจาะจงและเฉพาะกลุ่มมากๆ มีปริมาณการค้นหาต่อเดือนไม่สูง แต่มักดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการซื้อสูงเข้าสู่เว็บไซต์
Keyword ประเภทนี้จะไม่ถูกนำนับเป็น Secondary Keyword แต่จะอยู่เดี่ยวๆ ได้ด้วยตัวมันเอง หรือเป็นส่วนนึงของ Primary Keyword เช่น
- Primary Keyword : “รับทำเว็บไซต์”
- Niche Keyword: “รับทำเว็บไซต์ WordPress”
เห็นได้เลยว่า “รับทำเว็บไซต์ WordPress” จะเจาะจงกว่ามาก ไม่ใช่แค่เว็บไซต์เฉยๆ นะ ต้องเป็น WordPress ซึ่งนั่นแปลว่าลูกค้าอาจจะมีความรู้ในระดับนึงแล้วด้วย ซึ่งการทำเว็บไซต์ WordPress สามารถทำได้มากกว่า 1 บทความ (สำหรับผม Niche Keyword นี้เราให้ทั้งเว็บไซต์เจาะแค่ Keyword นี้ยังทำได้เลยด้วยซ้ำครับ)
และนั่นทำให้ Keyword ประเภทนี้เจ๋งมากๆ ครับ เพราะนอกจากจะทำอันดับได้ง่ายกว่า Primary Keyword ทื่คนรู้จักค่อนข้างเยอะแล้ว ยังทำเงินให้เราได้อีกด้วย แต่ปัญหาก็คือคีย์เวิร์ดแบบนี้หาได้ค่อนข้างยากนั่นเอง
5. Long-tail keyword
Long-tail keywords คือ คำค้นหาที่มีปริมาณค้นหาไม่มาก แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
- Long-tail Keyword ที่ใช้เป็น Secondary Keyword ภายในบทความ
- Long-tail Keyword ที่สามารถทำเป็นบทความเดี่ยวๆ ของตัวเองได้เลย
ซึ่งพออ่านถึงตรงนี้จะเริ่มงงทันทีว่า แล้วมัน Long-tail Keyword ที่ทำเป็นบทความเดี่ยวๆ ได้เลยกับ Niche Keyword มันต่างกันยังไง ? จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมคิดว่าสิ่งที่แตกต่างระหว่าง Long-tail Keyword กับ Niche Keyword คือ
- Long-tail Keyword : คีย์เวิร์ดที่ใช้กระจายตามบทความ หรือ สร้างเป็นบทความเดี่ยวๆ เลยก็ได้ แต่จะให้ทำธุรกิจบนพื้นฐานของคีย์เวิร์ดนี้เลยก็อาจจะยากเกินไป
- Niche Keyword : เป็นคีย์เวิร์ดที่สามารถเป็นหัวข้อนึงได้เลย สามารถทำ Landing Page สร้างธุรกิจได้เลย ไม่ใช่แค่ทำเป็นบทความเดี่ยวๆ แต่สามารถทำได้หลากหลายบทความเพื่อมาส่งเสริมธุรกิจเลยครับ
6. Niche Long-tail Keyword
Niche Long-tail Keyword คือ ที่สุดของความเฉพาะเจาะจงเลยก็ว่าได้ เพราะ
- ปริมาณการค้นหาต่อเดือนน้อย
- ดึงดูดคนเฉพาะกลุ่มจริงๆ
- เป็นเรื่องที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ของ Keyword นั้นอีกที
แต่ผมเชื่อว่าทุกคนพิมพ์คีย์เวิร์ดประเภทนี้ตลอดเวลา
เราเสิร์ช Google เพราะเรามีคำถามที่เราต้องการคำตอบ และยิ่งเราหาเสิร์ชไปเรื่อยๆ คำค้นหาที่เราพิมพ์ก็ยิ่งเจาะจงไปเรื่อยๆ (โดยเฉพาะตอนเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้สักที)
ดังนั้นผมเชื่อว่าคีย์เวิร์ดประเภท Niche Long-tail Keyword (และ Long-tail keyword) เป็นประเภทคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าพิมพ์มากที่สุดครับ
ทุกวินาที คนทั่วโลกพิมพ์คำค้นหาบน Google กว่า 100,000 ครั้ง (ย้ำๆ ทุกๆ วินาที) นั่นแปลว่า จะต้องมีคำค้นหาประมาณ 8,6000,000,000 (แปดพันหกร้อยล้าน) ครั้งในหนึ่งวัน และ 15% ในตัวเลขที่ว่านี้เป็นคีย์เวิร์ดที่ Google ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำครับ
ซึ่งสิ่งที่ Niche Long-tail Keyword (และ Long-tail keyword) บอกเราได้หลายอย่างมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเลยที่คีย์เวิร์ดเหล่านี้บอกคือ คนที่พิมพ์คีย์เวิร์ดเหล่านี้มักจะอยู่ช่วงท้ายๆ ของ Customer Journey มากแล้ว ซึ่งนั่นแปลว่าลูกค้ายอมทำทุกอย่างเพื่อให้แก้ปัญหานี้
ถ้าเราเสนอ Solution ในช่วง Keyword นี้ได้ ผมบอกเลยว่ายอดขายพุ่งแน่ๆ ผมเห็นบางคนทำ Landing Page เพื่อคีย์เวิร์ดประเภทนี้โดยเฉพาะเลยด้วยซ้ำครับ
7. Keyword ตามประเภท Search Intent
Search intent คือ เหตุผลเบื้องหลังคำค้นหา เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าผู้ใช้คาดหวังที่จะเจอกับคอนเทนต์ลักษณะไหนเมื่อพิมพ์คำค้นหาลงบน Google
เวลาเราแบ่ง Keyword ตาม Search Intent เรามักจะแบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ
- Informational – เป็น Keyword ที่เราพิมพ์เพราะอยากรู้ข้อมูล., “SEO คืออะไร”
- Navigational – เป็น Keyword ที่เราพิมพ์เพราะหาทางไปยังเว็บไซต์ เช่น Facebook Login
- Commercial – คีย์เวิร์ดพร้อมเปย์ แต่ขอหาข้อมูลเปรียบเทียบอีกสักนิด เช่น “เรียน SEO ที่ไหนดี”
- Transactional – คีย์เวิร์ดพร้อมเปย์เลยจริงๆ เช่น “ผ่อน iphone 14 pro max”, “จอง iphone 14 pro max ais”
ทุกๆ ประเภท Keyword ที่เล่ามา ไม่ว่าจะ Primary Keyword ไปจนถึง Niche Long-tail Keyword ต้องอยู่ใน Search Intent ประเภทไหนใน 4 อย่างนี้แน่นอนครับ
8. Branded and Unbranded keywords
มีหลายเหตุผลมากๆ ที่เราแยกคีย์เวิร์ดติดแบรนด์ กับ ไม่ติดแบรนด์
ถ้าเราทำการตลาดนายหน้า Affiliate Marketing – การมีทั้ง Brand Keyword และ non-branded keyword ช่วยให้เราทำรายได้มากขึ้น ผ่านการสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับภาพรวมของสินค้า และค่อยแนะนำแบรนด์ภายหลัง
สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และครีเอเตอร์หน้าใหม่อยากทำ Blog คีย์เวิร์ดธรรมดาไม่ติดแบรนด์จะช่วยดึงดูดคนที่สนใจสินค้าและบริการ แต่ไม่ได้รู้จักแบรนด์เรามาก่อนให้มาสนใจเราได้
และแน่นอนว่าสำหรับธุรกิจแบรนด์ดัง คีย์เวิร์ดแบรนด์จะช่วยดึงดูดคนที่สนใจแบรนด์ให้มาที่เว็บไซต์เราได้ แถมโอกาสปิดการขายก็เยอะกว่าด้วยครับ เพราะถ้าลูกค้าพิมพ์ชื่อแบรนด์เรา + กับสินค้าและบริการ แปลว่าเค้ามีเราอยู่ในตัวเลือกแล้วนั่นเอง
9. LSI (Latent Semantic Indexing) keywords
LSI Keywords คือ คีย์เวิร์ดที่ช่วยเพิ่มบริบทให้กับ Keyword หลักของเรา ซึ่ง Search Engine ใช้ LSI Keyword เพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์
LSI Keyword สำหรับผมอยู่ในหมวดเดียวกันกับ Secondary Keyword คือมีหน้าที่ในการเพิ่มบริบทให้กับบทความ เพื่อให้ Google เข้าใจมากขึ้นว่าเรากำลังเขียนเกี่ยวกับอะไร แต่ LSI Keyword มักจะไม่ใช่ Keyword ที่มีความเกี่ยวข้องกับ Keyword หลัก เช่น
ถ้า Primary Keyword ของเราเกี่ยวกับเรื่อง ทำสวน Secondary Keyword อาจจะเกี่ยวกับเลย์เอ้าสวน และ LSI Keyword พรวนดิน เป็นเรื่องเกี่ยวกับพรวนดิน เป็นต้น
จะเห็นว่า LSI Keyword ไม่ใช่ Keyword หลักหรือรอง ซะทีเดียว แต่เป็น Keyword ที่เพิ่มความลึกของบทความ เพิ่มบริบทให้ Google เข้าใจว่าเรากำลังเขียนเรื่องการทำสวนอยู่นั่นเอง
SEO Keyword ที่ดี ดูอย่างไร ?
1. ดู Keyword จากความเกี่ยวข้องกับลูกค้า ธุรกิจ และความสามารถในสร้างยอดขายไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
Keyword ที่ดีต้องเกี่ยวข้องกับหัวข้อธุรกิจที่เราทำ ถ้าเราทำธุรกิจขายกล้อง คีย์เวิร์ดที่เราควรเล็งไว้ คือ
- กล้อง sony รุ่นไหนดี
- กล้อง sony ราคาถูก
แต่ Keyword ที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคีย์เวิร์ดที่เป็น Search Intent แบบ Commercial / Transactional หรือ คีย์เวิร์ดที่เป็น Money Keyword อย่างเดียวนะครับ
เราอาจเลือก Keyword ที่ให้ความรู้ลูกค้า ไปจนถึงคอนเทนต์ที่ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าก็ได้เช่นกัน
- ไอเดียถ่ายภาพด้วยกล้อง sony
- รีวิวกล้อง sony
ซึ่งท้ายที่สุด คีย์เวิร์ดเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ทางอ้อมให้เราได้ผ่านการสอดแทรกสินค้าและบริการของเราเข้าไปแบบสนุกๆ (หรือการทำ Content Marketing นั่นเอง)
การผสมผสานระหว่าง Keyword ให้ความรู้กับ Keyword ทำเงิน ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องธุรกิจเรา โดยบาลานซ์ระหว่างการขายกับเนื้อหาคุณภาพเป็นสิ่งที่ Google ชอบครับ
แต่ท้ายที่สุด คนที่ได้ประโยชน์จริงๆ จากการวางแผนทำ Keyword ในลักษณะนี้ ก็ คือตัวแบรนด์เองนั่นแหละครับ เพราะยิ่งทำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับลูกค้ามากเท่าไหร่ โอกาสที่ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์จะกลายเป็นลูกค้าจะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
2. เช็กประเภท Keyword และปริมาณการค้นหาต่อเดือนให้ดี
ข้อผิดพลาดที่ผมเห็นบ่อยๆ คือ เรามักจะแยกประเภท Keyword ไม่ออก เผลอไปลงทุนทรัพยากรกับ Keyword ที่ไม่ควรลงทุน ซึ่งผมเองก็เคยพลาดมาก่อนตอนทำ SEO ช่วงแรกๆ เช่น
- บาง Keyword เป็น Primary Keyword ที่มีปริมาณการค้นหาต่อเดือนสูง คิดว่าการที่คนค้นหาเยอะจะพาไปสู่ยอดขายที่เยอะจึงลงทุนไปกับมัน แต่ท้ายที่สุด Keyword ที่ว่าก็ไม่ได้สร้างผลตอบแทนกลับมาเลยสักนิด เพราะ คีย์เวิร์ดที่เลือกไม่ใช่คีย์เวิร์ดที่สามารถสร้างยอดขายให้กับธุรกิจได้
- บาง Keyword เป็นเพียง Secondary Keyword ที่ควรเป็นแค่หัวข้อย่อยในบทความ แทนที่จะเป็นบทความเดี่ยวๆ แต่เรากลับไปลงทุนกับ Keyword นี้ ทำให้เสียทรัพยากรไปเปล่าประโยชน์
- มองหา Niche Keyword ไม่ออก มองข้ามของดีไป ทำให้เสียโอกาสไปฟรีๆ
เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะผมไม่เข้าใจประเภทของคีย์เวิร์ด แยกไม่ออกว่าคีย์เวิร์ดแบบไหนควรทำยังไงกับมัน เรียกได้ว่าบทเรียนสำคัญเลยครับ เข็ดหลาบเลยทีเดียว
3. เป็น Keyword ที่แข่งขันได้ ดูได้จากผลการค้นหา คอนเทนต์ และคุณภาพ Backlink
อย่างแรกสุด ถ้าอยากรู้ว่า Keyword ที่เราอยากทำอันดับแข่งขันได้ไหม ให้เราลองใส่ Keyword ที่เราสนใจลงบน Search Engine ดู
ถ้าเราเห็นผลการค้นหาในหน้าแรกมีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ ไปจนถึงอีคอมเมิร์ช แต่เราเป็นครีเอเตอร์ตัวน้อยๆ ที่อยากลองทำ Blog เป็นของตัวเอง ผมว่าคีย์เวิร์ดอื่นอาจจะน่าสนใจกว่า
หรือ ถ้า Keyword ที่เราเลือก เป็นคีย์เวิร์ดกึ่งๆ Seed Keyword แล้วเราอยากทำเรื่องนี้จริงๆ การทำ Social Media อาจจะเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเหมือนกันครับ หรือไม่ก็ทำ Social Media ควบคู่ไปกับ SEO ก็น่าสนใจครับ
อย่าลืมว่า SEO ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งช่องทางที่ให้คนรู้จักเราได้มากขึ้นเหมือนกับช่องทางอื่นๆ เท่านั้น
อย่างที่สองที่ต้องทำคือการวิเคราะห์คู่แข่งบนหน้าผลการค้นหา โดยเราจะดูแบบกว้างๆ อยู่สองอย่าง คือ
คอนเทนต์คู่แข่งเป็นอย่างไร เขียนละเอียดถี่ยิบเลยไหม รูปประกอบสุดปังเต็มบทความเลยรึเปล่า มีการทำ Internal link ไหม หรือมีแต่ตัวอักษร ดีไซน์เว็บไซต์ไม่ได้น่าดึงดูด เพราะทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการทางอ้อมต่อการทำ SEO ทั้งสิ้น
Backlink คู่แข่งเป็นอย่างไร เราสามารถใช้เครื่องมือ SEO อย่าง Ahrefs ในการเช็ค Backlink คู่แข่งได้ สิ่งที่เราดูหลักๆ คือ Backlink Profile ของเว็บไซต์คู่แข่งว่าเป็นอย่างไร เว็บไซต์ที่ลิงค์มาหาคู่แข่งเป็นเว็บดังในอุตสาหกรรมเราเลยไหม การดูสิ่งเรานี้จะช่วยให้เราเห็นภาพแบบกว้างๆ ว่าเราควรทำอย่างไรกับคีย์เวิร์ดเหล่านี้ต่อไปครับ
อนาคตของ SEO ไปไกลกว่าแค่เรื่องของ Keyword
Keyword เป็นพื้นฐานสำคัญในการทำ SEO ก็จริง แต่อนาคตข้างหน้า การทำ SEO จะเป็นมากกว่าแค่เรื่องคีย์เวิร์ด แต่จะเป็นเรื่องของ Semantic SEO มากขึ้น ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญกับ “ความหมายของคำ” และ “บริบทของคำ” ไปจนถึง ภาพรวมของเว็บไซต์โดยรวมนั้น “มีความหมาย” อย่างไรในสายตาของ Google
เช่น ถ้าพูดชื่อเว็บไซต์ขึ้นมา เราจะนึกถึง หัวข้อ (Keyword) อะไร เหมือน tagline โฆษณาชื่อดังอย่าง KitKat ที่ว่า คิดจะพัก คิดถึง Kitkat ซึ่งทุกวันนี้เรายังจำได้ดีว่า KitKat เป็นคีย์เวิร์ดแบรนด์ขนมนั่นเอง
การทำ SEO ก็เหมือนกันครับ ถ้าเราอยากให้ Google รู้ว่าเว็บไซต์เราเชี่ยวชาญอะไร เราต้องรู้ให้มากกว่าแค่เรื่อง Keyword เปลี่ยนการทำ SEO เดิมๆ และเอาพื้นฐานด้านการตลาดมาผสมผสานแบรนด์เราประสบความสำเร็จในอนาคตข้างหน้าที่ SEO จะเป็นมากกว่าเรื่องของ Keyword
แหล่งข้อมูลใช้เขียนประกอบนอกเหนือจากประสบการณ์ผู้เขียน
Google Search Statistics – Internet Live stats. (n.d.).
Makosiewicz, M. (2023, June 8). 8 Most Important Types of Keywords for SEO. SEO Blog by Ahrefs.
