“อ่านเรื่อง Content Pillar มาตั้งเยอะ ไม่มีที่ไหนเขียนเหมือนกันสักที่”
สมัยผมเข้าสายงานการตลาดใหม่ๆ Content Pillar เป็น Buzzword ที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยๆ เมื่อต้องวางแผนทำคอนเทนต์
ผมเลยลองศึกษาเอง อ่านจากหลายๆ เว็บไซต์ และหนังสือหลากหลายเล่ม สิ่งที่ผมพบคือ แต่ละที่เขียนไม่เหมือนกันเลยสักนิด และไม่มีแหล่งความรู้เรื่อง Content Pillar ดีๆ ให้ศึกษาเองได้สักเท่าไหร่
ผมลองผิดลองถูกกับการทำงานสาย Content Marketing อยู่ 2-3 ปี และรวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับ Content Pillar จากหลากหลายแห่ง จนออกมาเป็นบทความนี้ โดยหวังว่าจะช่วยหลายคนที่ยังสับสนเรื่องนี้ เข้าใจการวาง Content Pillar มากยิ่งขึ้น
- เข้าใจแนวคิดการวาง Content Pillar ไม่ว่าจะมือใหม่ขนาดไหนก็เข้าใจได้ไม่ยาก
- ลบความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ Content Pillar ที่ทำให้เสนองานทีไร ก็รู้สึกเหมือนปั้นนำเป็นตัวทุกที
- เจาะลึกขั้นตอนการวาง Content Pillar ที่จะทำให้คอนเทนต์ของเราสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง ไม่ใช่แค่พรีเซนต์ว่า Pillar Educate กี่เปอร์เซ็นต์แล้วจบไป
Content Pillar คืออะไร
Content Pillar คือ หัวข้อคอนเทนต์หลักๆ ที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญ เพื่อกำหนดทิศทางคอนเทนต์ที่ควรทำ รู้ว่าควรทำคอนเทนต์แบบไหน และทำคอนเทนต์ไปทำไม
ส่วนใหญ่เราจะวาง Content Pillar เพื่อดึงดูดลูกค้าหน้าใหม่ และรักษาฐานลูกค้าหน้าเดิมผ่านคอนเทนต์ดีๆ บน Social Media ของแบรนด์
บ้างอาจจะเรียก Content Bucket บ้างอาจจะเรียก Content Pillar หลังจากผมไล่อ่านตามอินเตอร์เน็ตทั้งเว็บไทยและต่างประเทศ ผมสรุปได้ว่าทั้งสองอย่างนี้ก็คือเรื่องเดียวกัน
ทำไมถึงต้องวาง Content Pillar มีประโยชน์อย่างไร?
1 Content Pillar ช่วยให้คิดไอเดียคอนเทนต์ง่ายขึ้น
หลายคนคิดว่าการทำงานอยู่ในกรอบเป็นเรื่องที่ไม่ดี อาจไม่จริงเสมอไป
การมีกรอบทำให้เราไม่สะเปะสะปะ คิดไอเดียได้อย่างมีทิศทาง ไม่หลุดจากโฟกัสธุรกิจมากเกินไป การวาง Content Pillar จึงเป็นการวางกรอบให้ตัวเองช่วยให้คิดไอเดียได้ง่ายขึ้น
ลองจินตนาการว่าเราเป็น Content Creator และได้บรีฟมาแบบกว้างมากๆ ไม่มีกรอบให้เลย การทำงานคงจะลำบากไม่ใช่น้อย
แต่ถ้ามีบรีฟที่ดี รู้ว่าหัวข้อไหนควรทำ หัวข้อไหนควรเลี่ยง จะช่วยให้เราทำงานได้ง่ายมากขึ้นเลยทีเดียว
การมี Content Pillar เป็นกรอบคลอบขอบเขตงานไว้จึงไม่ได้แย่อย่างที่คิด
2 Content Pillar ช่วยให้การสื่อสารแบรนด์ชัดเจนมากขึ้น
ทุกคอนเทนต์ที่ทำออกมา แสดงให้เห็นตัวตนของแบรนด์
- แบรนด์ที่เน้นทำ Content Pillar ประเภท Educate เยอะ มักถูกมองว่าเป็นคนมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ
- แบรนด์ที่เน้นทำ Content Pillar ประเภท Entertain เยอะ ก็จะถูกมองว่าเป็นแบรนด์สนุก เข้าถึงง่าย
ลองคิดดูเล่นๆ ว่า Content Pillar เป็นเมนูหลักร้านกาแฟ
เจ้าของร้านต้องรู้ว่าตัวเองขายอะไรเป็นหลัก กลุ่มลูกค้าหลักเป็นใคร ไม่ทำเมนูอย่างไร้ทิศทาง
ในเมนูกาแฟอาจแบ่งประเภทแบบร้อนและเย็น แต่คงจะแปลกไม่น้อย ถ้าอยู่ดีๆ ก็มีบะหมี่เกี๊ยว มีพิซซ่า โผล่มาในเมนู ร้านกาแฟก็จะดึงดูดลูกค้าผิดกลุ่ม และลูกค้าเองก็คงสับสนสุดๆ สรุปใช่ร้านกาแฟแน่นะ? หรือเป็นแค่ร้านอาหารเฉยๆ?
การทำ Content Pillar เองก็ไม่ต่างกัน ถ้าวาง Content Pillar อย่างมีทิศทาง ตัวตนของแบรนด์จะถูกสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน สร้างความน่าเชื่ิอถือ อีกทั้งยังตรงใจกลุ่มเป้าหมาย และง่ายต่อการบอกต่อ เช่น ให้ความสำคัญกับคอนเทนต์กาแฟอย่างจริงจัง อาทิ
- เทคนิคการชงกาแฟ
- ไลฟ์สไตล์คนรักกาแฟ
- เบื้องหลังร้านกาแฟของแบรนด์เอง
ซึ่งน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
3 Content Pillar ช่วยให้แบรนด์ทำคอนเทนต์ในเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
คอนเทนต์ที่ดี ไม่ใช่ข้อมูลที่ลูกค้าเห็นปุ้บเลื่อนผ่านปั้บ แต่ควรกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดพฤติกรรมบางอย่าง
การวาง Content Pillar อย่างชาญฉลาด ช่วยให้รู้ว่าแบรนด์ควรทำคอนเทนต์อะไร ทำอย่างไร และทำไปทำไมในเชิงธุรกิจ ทุกเนื้อหาที่ทำจึงต้องทำเป็นกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจมากขึ้น
- ดึงดูดลูกค้าหน้าใหม่ให้กดติดตาม Social Media มุ่งหวังว่าลูกค้าจะซื้อสินค้าและบริการในอนาคต
- รักษาฐานลูกค้าหน้าเดิม มอบประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้าประทับใจ กลับมาซื้อสินค้าและใช้บริการแบรนด์แบบไม่มีเบื่อ
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ เพราะ Content Pillar และสัดส่วนคอนเทนต์สอดคล้องกับ Content Strategy ทำให้คอนเทนต์สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง
Content Pillar ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร
หลังจากที่ลองผิดลองถูกกับการทำ Content Marketing อยู่ 2 – 3 ปี ผมสังเกตว่า Content Pillar ที่ดี มี 5 องค์ประกอบด้วยกัน ไม่ว่าจะอุตสาหกรรมไหนๆ
- ตอบโจทย์เป้าหมายธุรกิจ
- เป็นหัวข้อที่แบรนด์ถนัด
- เป็นเรื่องที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ
- บ่งบอกตัวตนของแบรนด์
- ทำได้เสมอ (สำคัญกว่าที่คิดมาก)
1Content Pillar ที่ดีต้องตอบโจทย์เป้าหมายธุรกิจ
ตัวอย่างการทำ Content Plliar ให้ตอบโจทย์เป้าหมายธุรกิจ คือ ธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้า และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์
ถ้าเราลองคิดดูดีๆ ทำไมแบรนด์เสื้อผ้าถึงโฟกัสกับ Content Pillar ประเภท Lifestyle เป็นส่วนใหญ่
เพราะคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์จุดประกายไอเดียให้ลูกค้าอยากลองแต่งตัวในลุคใหม่ๆ ในสถานที่ใหม่ๆ
เป็นแรงบันดาลใจให้ลูกค้ากล้าแต่งตัวมากขึ้น และหันมาซื้อเสื้อของแบรนด์ในที่สุด
ในทางกลับกัน ธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ อาจเหมาะกับ Content Pillar ประเภท Educate มากกว่าเพราะแบรนด์สามารถโชว์ความเก๋าเกมออกมาในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
- บทความ SEO ให้ความรู้เรื่องการตลาดออนไลน์
- รีพอร์ตเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่ตัวเองอยู่
- วิดิโอสอนฟรีต่างๆ ที่ช่วยดึงดูดลูกค้าเป้าหมายให้สนใจในบริการของแบรนด์
สิ่งสำคัญคือเป้าหมายธุรกิจควรชัดเจนก่อนวาง Content Pillar เพื่อให้คอนเทนต์มีทิศทางและวัดผลได้
ปล. ดูตัวอย่าง (lead magnet)
2 Content Pillar ที่ดีต้องเป็นหัวข้อที่แบรนด์ถนัด โชว์ความเก๋าเกมได้ดี ขายของได้เนียน
คอนเทนต์ที่ดี มีคนแชร์เยอะ มักเป็นคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ มีคุณค่า ช่วยแก้ปัญหาบางอย่างได้ อ่านจบรู้สึกได้ว่าคนนี้รู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ทำ
แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่ายอดไลก์ยอดแชร์คือ มุมมองดีๆ ที่ลูกค้าที่มีต่อแบรนด์เรา
เวลาที่เราได้ยินหลายคนบอกว่าให้ทำคอนเทนต์ดีๆ ให้ความรู้ นั่นเป็นเพราะว่า
- 65% ของคนที่อ่านคอนเทนต์แล้วรู้สึกว่าเนื้อหาละเอียด ลึก น่าเชื่อถือ ใช้ได้จริง มักจะมีมุมมองต่อแบรนด์ของเรา “ดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ”
- รู้สึกว่าแบรนด์เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ และไว้ใจ ซึ่งและลูกค้ามีแนวโน้มกว่า X % ที่จะซื้อสินค้าและบริการจากแบรนด์ที่ตัวเองไว้ใจ
- เวลาที่แบรนด์มอบสิ่งดีๆ ให้กับลูกค้า จะทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากตอบแทนเรา ส่งผลให้ลูกค้าอยากซื้อของเราในอนาคต
Jazzyhighway เองก็มี Content Pillar ที่เน้นหัวข้อที่ถนัด โชว์ของได้ อย่างเช่น บทความนี้ที่ทุกกำลังอ่านอยู่ (ถ้าอ่านมาไกลถึงขนาดนี้ ผมหวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ แหะๆ)
พวกเราพยายามทำเนื้อหาในแนวทาง edutainment สาระความรู้ คู่ความสนุก เพื่อให้ทุกคนได้นำความรู้เรื่อง Content marketing ไปใช้ประโยชน์ได้จริง
ดังนั้นการวาง Content Pillar ที่ดี ต้องเป็นเรื่องที่เราถนัดจะดีที่สุดครับ
3 Content Pillar ที่ดีต้องเป็นเรื่องที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ
เรื่องสุดเบสิคที่หลายคนมองข้าม เพราะอยากขายของมากเกินไป
ลองคิดดูเล่นๆ ว่าทำไมลูกค้าต้องสนใจสินค้าและบริการของแบรนด์ด้วย ถ้าคอนเทนต์เราไม่มีประโยชน์และน่าสนใจเลยสักนิด? (เอาแค่กดติดตามโซเชียลมีเดียของแบรนด์ก็ยากแล้ว)
ทำไมร้านกาแฟที่เจาะกลุ่มลูกค้าวัยทำงานถึงต้องให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ที่มาของเมล็ดกาแฟด้วย ในเมื่อลูกค้าวัยทำงานแค่ต้องการดื่มกาแฟเพื่อให้มีแรงกาย (และแรงใจ) เพื่อไปทำงานเท่านั้น
สิ่งสำคัญคือการเข้าใจว่าลูกค้าสนใจอะไร มีความต้องการอะไร และให้ความสำคัญกับ Content Pillar ที่สำคัญเท่านั้น
4 Content Pillar ที่ดีต้องต้องสะท้อนออกมาเป็น “ธีม” ที่บ่งบอกตัวตนของแบรนด์
ผมขออนุญาตใช้ตัวอย่างร้านกาแฟอีกสักครั้ง
ถ้าเราเป็นร้านกาแฟ Specialty จับกลุ่มลูกค้าคอกาแฟและนักเที่ยวคาเฟ่ สัดส่วน Content pillar ของเราอาจเป็น
- Lifestyle (40%) มุมถ่ายรูปสวยๆ กับมุมจิบกาแฟชิคๆ ที่นักเที่ยวคาเฟ่ต้องมาสักครั้ง
- Brand (40%) ความพิเศษของเมล็ดกาแฟ และเทคนิคการชงที่มีเฉพาะที่ร้านเท่านั้น ใครเป็นคอกาแฟห้ามพลาดเด็ดขาด
- Seasonal (20%) เมนูพิเศษประจำเดือน / ฤดูกาล
ทั้งหมดนี้บ่งบอกความเป็นร้านกาแฟ Specialty ได้เป็นอย่างดี ไม่หลุดกรอบจนเกินไป
ในทางกลับกัน ถ้าเราเป็นร้านกาแฟที่จับกลุ่มคนทำงานที่ดื่มกาแฟทุกวันก่อนไปทำงาน สัดส่วน Content Pillar ของเราอาจจะเป็น
- Promotion (20%) โปรโมชั่นประจำเดือน
- Educate (30%) ประโยชน์ของการดื่มกาแฟ สุขภาพวัยทำงาน
- Entertain (50%) มีม แก๊ก เกี่ยวกับคนวัยทำงาน
Content Pillar ในลักษณะนี้ช่วยให้เห็นว่ากลุ่มลูกค้าของแบรนด์เป็นใคร และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ที่เป็นร้านกาแฟเพื่อคนทำงานได้น่าสนใจเลยทีเดียว
5 Content Pillar ที่ดีต้องทำได้สม่ำเสมอ (สำคัญกว่าที่คิด)
Content Pillar บางอันไม่ใช่ว่าจะทำเนื้อหาออกมาได้บ่อยๆ
ธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์อาจจะอยากทำคอนเทนต์ดีๆ ระดับรีพอร์ตประจำปีแบบปังๆ แต่ก็คงไม่สามารถทำออกมาได้ทุกวัน
การทำคอนเทนต์ให้มีความสม่ำเสมอ ทั้งในด้านคุณภาพและการเผยแพร่ คือโจทย์สำคัญ เพราะการวางแผนเนื้อหาและการตั้งตารางการเผยแพร่ที่แน่นอน เป็นการสร้างความคาดหวัง ความสัมพันธ์ และความคุ้นชินให้กับลูกค้า ซึ่งดีต่อแบรนด์มากเลยทีเดียว
ขั้นตอนการวาง Content Pillar ให้ตอบโจทย์เป้าหมายธุรกิจ ทำคอนเทนต์อะไรก็ได้ผลลัพธ์ตามคาดหวัง
ตอนนี้เราก็รู้พื้นฐานการทำ Content Pillar ที่ดี เพื่อบรรลุเป้าหมายธุรกิจแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปมีอยู่ 3 ขั้นตอน คือ
1 กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน
ถามตัวเองและตอบให้ชัดเจนที่สุดว่าต้องการออกอะไรจากการวาง Content Pillar กันแน่
- อยากทำ Content Pillar บน Social Media เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่
- อยากทำ Content Pillar บน Social Media เพื่อรักษาฐานลูกค้าหน้าเดิม
- อยากทำ Content Pillar ตาม Customer Journey เพื่อเพิ่มโอกาสการสร้างยอดขายมากขึ้น
ขั้นตอนนี้ควรเสร็จครบจบตั้งแต่การวาง Content Marketing Strategy แล้ว หากใครยังไม่ได้ทำ Jazzyhighway แนะนำให้อ่านบทความนี้ก่อน
2 ระดมไอเดีย กำหนดสัดส่วน และเชื่อมโยง Content Pillar เข้ากับเป้าหมายธุรกิจ
Content Pillar ไม่ใช่แค่ Educate, Inspire, Entertain, Promotion ฯลฯ
สมัยแรกเริ่ม ผมรู้สึกว่าต้องปั้นน้ำเป็นตัวทุกครั้งเมื่อต้องวาง Content Pillar
วางเสร็จ ก็ออกไปนำเสนอแผนแบบลอยๆ ว่าจะมี Content Pillar ประเภทนั้นประเภทนี้กี่เปอร์เซ็นต์ และจะช่วยให้ได้ยอดขายตามเป้า
ท้ายที่สุด สิ่งที่ผมทำจริงๆ ก็แค่พูดให้ดูดีมีหลักการ แต่ก็ไม่ได้สร้างลัพธ์อะไรที่เป็นรูปธรรมเลย
หลังจากทำงานประมาณ 1 ปี ผมได้รู้ว่าการวาง Content pillar มีมากกว่าแค่กำหนดสัดส่วน เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงของการทำ Content Pillar คือการจัดประเภทและสัดส่วนของคอนเทนต์ให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้
เราสามารถแบ่งประเภทคอนเทนต์ได้หลักๆ อยู่ 3 แบบ คือ
- แบ่งแบบพื้นฐาน เช่น Educate, Inspire, Entertain, Promotion
- รูปแบบคอนเทนต์ (Format) เช่น เบื้องหลังการถ่ายทำ, เคสจริง, คอนเทนต์ตามกระแส
- หัวข้อ (Topic) เช่น SEO, Digital marketing, Facebook Ads
จากนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือการเอาเป้าหมายตั้ง และคิดให้ออกว่า Content Pillar อะไรจะตอบโจทย์
เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบาย ผมจะขอใช้ตัวอย่าง Jazzyhighway โดยเป้าหมายที่ผมต้องการคือ การดึงดูดลูกค้าหน้าใหม่ให้กดติดตาม Social Media โดยมุ่งหวังว่าคนที่กดติดตามจะซื้อสินค้าและบริการของผมในอนาคต
หากเราเล่น Social Media มาสักระยะนึง เราจะรู้ว่า คอนเทนต์ความรู้ มักจะได้รับการแชร์ค่อนข้างเยอะ อีกทั้งยังเป็นเหตุผลที่ทำให้ลูกค้ากดติดตามเพจ Facebook อีกด้วย ดังนั้นการวาง Content Pillar ของผมคือ
- Education (80%)
- เน้นทำคอนเทนต์ความรู้ ออกแบบให้เกิดการแชร์ เพื่อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าเป้าหมายจะกดติดตามเพจมากยิ่งขึ้น
- Brand (10%)
- Founder’s story
- Pain Point and Relatable Content
- เล่าจุดกำเนิดของแบรนด์ และปัญหาที่แบรนด์โฟกัส เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาส่องโปรไฟล์เรารู้สึกอยากกดติดตาม
- Product (5%) และ Promotion (5%)
- User generated content ที่เล่าเกี่ยวคอร์สของ Jazzyhighway ว่ามีจุดเด่นอะไร และจะได้อะไรบ้างหลังเรียนจบ
- รีวิวและ Testimonial ของลูกค้าที่ได้ประสบการณ์ดีๆ จากการเรียนคอร์สของ Jazzyhighway
- การกำหนด Content Pillar 2 ประเภทนี้ ก็เพื่อโน้มน้าวให้ลูกค้าที่กดติดตามเพจสนใจสินค้าและบริการของ Jazzyhighway มากขึ้นในอนาคต
ณ ตอนที่ผมเขียนอยู่ Content pillar นี้กำลังเกิดขึ้น ไว้ผมจะเอาผลลัพธ์มาอัปเดตอีกทีครับ
3 สร้าง Content Calendar ปฏิทินการลงคอนเทนต์ตามสัดส่วน Content Pillar ที่วางไว้
สิ่งที่ Content Calendar ช่วยเราได้มากๆ คือ ช่วยให้เราเห็นว่าคอนเทนต์ที่้เราทำเป็นสัดส่วนอย่างที่เรากำหนดไว้ตอนทำ Content Pillar จริงๆ ไหมในแต่ละเดือน
ตัวอย่าง Content Pillar ที่ประสบความสำเร็จ
Buzzfeed
สมัยแรกๆ คอนเทนต์ของ Buzzfeed เรียกได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งในวงการข่าวสารบันเทิงเลยก็ว่าได้ คอนเทนต์หลายแบรนด์ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Buzzfeed ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว
BuzzFeed ไม่ได้วาง Content Pillar แบบหัวข้อ แต่วางแบบ Format เป็นหลัก เช่น บทความ listicle, วิดีโอ และที่ดังมากๆ คือ ควิช ที่แต่ละคนสามารถเข้าไปทำควิชค้นหาตัวตนสนุกๆ และสามารถแชร์คำตอบลง Social Media ได้ง่ายมากๆ
คอนเทนต์ของ Buzzfeed ได้รับความนิยมและแชร์กันอย่างแพร่หลาย และกลายเป็นแบรนด์โซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมสูงสุดติดต่อกันนานหลายปีเลยทีเดียว
Key takeaways
- Buzzfeed เข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า ชอบแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง การวาง Content Pillar โดยเน้นเป็น Format จึงตอบโจทย์พฤติกรรมกลุ่มลูกค้าสุดๆ
Jones Salad
น้อยคนมากที่จะไม่รู้จักลุงโจนส์ Brand Character สุดโด่งดังของร้านอาหารเพื่อสุขภาพอย่าง Jones Salad ที่ทำคอนเทนต์ลงบนช่องทาง Facebook ปัจจุบัน มียอดผู้ติดตามกว่า 1.2 ล้านคน
ลุงโจนส์จะคอยนำเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพ มาสรุปเป็นรูปภาพง่ายๆ ให้ ลูกเพจได้ติดตาม พร้อมสอดแทรกสินค้าและโปรโมชั่น
Content Pillar ของ Jones Salad จะเน้นไปที่คอนเทนต์ Education เรื่องสุขภาพ อาหาร และครอบครัวเกินกว่า 70% ในส่วนที่เหลือจะเป็นเกี่ยวกับคอนเทนต์ตามกระแส และการโปรโมทสินค้าของ Jones Salad เอง
สิ่งที่ทำให้ Jones Salad แตกต่าง คือ การผสมผสาน Infographic และเรื่องสุขภาพที่มีเนื้อหาเยอะเข้าใจยาก ให้กลายเป็นคอนเทนต์สนุกๆ เข้าใจง่าย สะท้อนถึงตัวตนของแบรนด์อาหารสุขภาพที่อยากให้เรื่องสุขภาพเป็นเรื่อง “ง่าย” “สนุก” และ “อร่อย”
ไม่แปลกเลยที่ Jones Salad ประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้
Key takeaways
- Jones Salad ทำได้ดีมากในการวาง Content Pillar ที่ตอบโจทย์เป้าหมายธุรกิจ อีกทั้งยังใช้คอนเทนต์สะท้อนตัวตนของแบรนด์ที่อยากให้เรื่องสุขภาพเป็นเรื่อง “ง่าย” “สนุก” และ “อร่อย” ได้อีกด้วย
