คัมภีร์วิธียิงแอด Facebook ให้ได้ผล สำหรับมือใหม่ อัปเดตล่าสุด 2024

การยิงแอด Facebook คืออะไร การยิงแอด Facebook คือ การซื้อโฆษณาบนแพลตฟอร์ม Facebook (Meta) เพื่อโปรโมทแบรนด์ สินค้าและบริการ กับกลุ่มเป้าหมายที่ธุรกิจคาดหวัง หลายคนที่ยิงแอด Facebook อยู่แล้ว…

เขียนโดย
เลือกอ่านตามหัวข้อ

การยิงแอด Facebook คืออะไร

การยิงแอด Facebook คือ การซื้อโฆษณาบนแพลตฟอร์ม Facebook (Meta) เพื่อโปรโมทแบรนด์ สินค้าและบริการ กับกลุ่มเป้าหมายที่ธุรกิจคาดหวัง

หลายคนที่ยิงแอด Facebook อยู่แล้ว อาจจะไม่เชื่อ แต่จริงๆ การยิงแอดบนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook (ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Meta) มีข้อดีอยู่พอสมควร

  • Meta เป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมในไทย ผู้ใช้งานกว่า 51 ล้านคน ทำให้มีโอกาสเข้าถึงกับกลุ่มผู้ใช้งานมากหน้าหลายตา จะธุรกิจไหนก็หาลูกที่ใช่เจอ
  • เลือกกลุ่มเป้าหมายได้ค่อนข้างละเอียด นอกจากจำนวนผู้ใช้จะเยอะแล้ว เรายังเลือกได้อีกว่าใน 51 ล้านคน เราจะยิงแอด Facebook ไปหาคนกลุ่มไหนได้แบบเฉพาะเจาะจง ทำให้มีโอกาสเจอลูกค้าที่ใช่มากขึ้น

แต่การยิงแอด Facebook ในปี 2024 ไม่ได้ผลแล้วใช่ไหม? เพราะใครๆ ก็ว่าแบบนั้น

จากประสบการณ์ส่วนตัว การยิงแอด Facebook ยังมีผลลัพธ์ที่ดีอยู่ในปี 2024 แม้ว่าหลายๆ คนมักไม่ค่อยได้ผลลัพธ์จากการยิงแอด Facebookมากนัก

ดังนั้นปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่แพลตฟอร์มซะทีเดียว แต่อาจจะขึ้นอยู่กับวิธีการยิงแอด Facebook ก็ได้ ที่เปลี่ยนไปในปี 2024

3 พื้นฐานต้องเข้าใจ ถ้าอยากยิงแอด Facebook ให้ได้ผลในปี 2024

1. การยิงแอด Facebook ให้ได้ผล ในปี 2024 ต้องทำใน Facebook Ads Manager

เราไม่ควรยิงแอด Facebook ในโทรศัพท์ หรือ กด Boost Post หน้าเพจ เพราะฟังก์ชันน้อยกว่ามาก ซึ่งแตกต่างจาก การทำบน Facebook Ads Manager ที่มีฟังก์ชันครบครัน

การยิงแอดผ่าน Facebook Ads Manager ยังช่วยให้เราทำ  Unpublished Post (dark post) ได้อีกด้วย ซึ่งเจ้า Unpublished Post มีฟังก์ชันการทำงานที่มากกว่าการยิงแอด Facebook ด้วยโพสต์ที่มีอยู่หน้าเพจ เช่น ทำ Headline โฆษณาอย่างรูปด้านล่างได้

นอกจากนี้ ใครที่กำลังอยากจ้างเอเจนซี่ การใช้ Facebook Ads Manager จะช่วยให้ทำงานกับเอเจนซี่รับทำการตลาดออนไลน์ได้ง่ายยิ่งขึ้น เราสามารถแชร์สิทธิต่างๆ เฉพาะที่จำเป็นให้กับเอเจนซี่โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลอื่นๆ จะรั่วไหล

2. ยิงแอด Facebook ในปี 2024 ไม่ใช่แค่มีเงินแล้วจะได้ผลลัพธ์ แต่ต้องมีแผนการตลาด และแผนการสื่อสารที่ดีด้วย

สิ่งที่การยิงแอด Facebook ทำได้ดี คือ การพาธุรกิจเราไปอยู่ตรงหน้าลูกค้าได้อย่างแม่นยำ แต่สิ่งที่จะเป็นตัวชี้ขาดว่าผลลัพธ์การยิงแอดจะดีหรือไม่ดีก็คือครีเอทีฟที่มาจากแผนการตลาดและการสื่อสารของเรานั่นเอง

ทุกธุรกิจควรมีแผนการตลาดและแผนการสื่อสารที่ชัดเจน มีแนวทางการทำ Artwork รวมถึงมีงบประมาณในใจระดับนึงสำหรับการยิงแอดและการทำครีเอทีฟ

3. พื้นฐานโครงสร้างแคมเปญโฆษณายิงแอด Facebook

แคมเปญโฆษณายิงแอด Facebook ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ แคมเปญ (Campaign), ชุดโฆษณา (Ad set), และโฆษณา (Ad)

ระดับแคมเปญ คือส่วนที่เราสามารถเลือกวัตถุประสงค์การยิงแอด Facebook เพื่อให้ตอบโจทย์ธุรกิจของเรา ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ทักแชท และอื่นๆ ซึ่งผมจะอธิบายในลำดับถัดไป

ระดับ Ad set เป็นส่วนที่กำหนดกลยุทธ์การยิงแอด Facebook เช่น การกำหนดกลุ่มเป้าหมายและตำแหน่งการจัดวาง โดยเราสามารถมี Ad set หลายอันได้ภายในหนึ่งแคมเปญ

ส่วนสุดท้ายคือระดับ Ads ซึ่งเราสามารถสร้างโฆษณาได้หลากหลายรูปแบบในระดับนี้

การสร้างแคมเปญอย่างมีกลยุทธ์ การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ และการสร้างโฆษณาที่ตอบโจทย์ บน Facebook Ads Manager คือ กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้มือใหม่หัดยิงแอด Facebook ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้นในปี 2024

วิธียิงแอด Facebook ทํายังไงในปี 2024

  1. ขั้นตอนที่ 1: เลือกวัตถุประสงค์การยิงแอด Facebook
  2. ขั้นตอนที่ 2: เลือกกลุ่มเป้าหมายในการยิงแอด Facebook
  3. ขั้นตอนที่ 3: กำหนดงบประมาณยิงแอด Facebook
  4. ขั้นตอนที่ 4: สร้างโฆษณายิงแอด Facebook

ขั้นตอนที่ 1 เลือกวัตถุประสงค์การยิงแอด Facebook

วิธียิงแอด Facebook ที่ดีที่สุด คือ การตั้งค่าใน Facebook Ads Manager เพราะ เราสามารถเลือกวัตถุประสงค์การยิงแอด Facebook ที่ตรงกับความต้องการธุรกิจได้มากกว่าการบูสต์โพสต์หน้าเพจปกติ

ให้เราเข้าไปที่ Facebook Ads Manager เราจะพบกับหน้าต่างนี้

หน้าตาการเลือก Objective ยิงแอด Facebook ในปี 2024

สมัยก่อน หากเราเข้า Facebook Ads Manager หน้าตาจะเป็นประมาณนี้

หน้าตา Facebook Ads Manager สมัยก่อน

แต่ในปี 2024 วิธีการยิงแอด Facebook เปลี่ยนไปเยอะเลยทีเดียว รวมถึง UI ด้วย

ปัจจุบัน แม้จะมีตัวเลือกยิงแอด Facebook เท่าเดิม แต่ในหน้าจอเราจะเห็นเพียง 6 วัตถุประสงค์เท่านั้น

เพราะวัตถุประสงค์การยิงแอด Facebook อื่นๆ กลายเป็นตัวเลือกย่อยๆ และถูกผนวกเข้าไปในนั้นแล้ว

1. Awareness (สร้างการรับรู้): ถ้าเราเลือกวัตถุประสงค์การยิงแอด Facebook แบบสร้างการรับรู้ เราจะสามารถเลือกวัตถุประสงค์ย่อยๆ ตอนสร้างชุดโฆษณาได้ อีก 2 แบบคือ

  • Ads Recall Rift (การรับรู้โฆษณา): เป็นการยิงแอด Facebook ที่เน้นทำให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้และจดจำแบรนด์ของเรา ผ่านการทำแบบสอบถาม ซึ่ง Facebook มีวิธีการประเมินการจดจำแบรนด์โดยการติดตามพฤติกรรม ไปจนถึงการทำแบบสอบถามแบบรูปด้านล่างครับ

facebook-ads-recall-lift

  • Reach (การเข้าถึง): เป้าหมายการยิงแอด Facebook แบบ Reach คือ ให้โฆษณาของเราเข้าถึงผู้ใช้งาน Facebook มากที่สุด โดยไม่สนว่าผู้ใช้งานจะตอบสนองกับโฆษณาเราอย่างไร

ประโยชน์เชิงธุรกิจ

  • สร้างการรับรู้แบรนด์ เราสามารถยิงแอด Facebook เล่าเรื่องได้ด้วยแคมเปญ Reach ผ่านการใช้ sequencing ทำให้ให้กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาเราแบบเรียงลำดับ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจดจำแบรนด์ได้ง่ายมากขึ้น
  • วัดผลการสร้างแบรนด์ แบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง โค้ก มักจะใช้การยิงแอด Facebook แบบ Ads recall lift ไม่ว่าจะเป็นการจดจำแบรนด์ การวัดผลว่าลูกค้าอยากซื้อสินค้าแบรนด์เราไหม เพื่อวัดประสิทธิภาพการทำ branding

2. Engagement (สร้างการมีส่วนร่วม): การยิงแอด Facebook แบบ Engagement เป็นการยิงแอดไปหาคนที่ Facebook คาดว่าจะมีส่วนร่วมกับแบรนด์เราที่สุด เราสามารถเลือกจุดที่ให้ลูกค้ามา Engage กับเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ โพสต์ เพจ ทักแชท ไปจนถึงให้โทรหาแบรนด์เราก็ทำได้

การยิงแอด Facebook แบบ Engagement มีประโยชน์สารพัดอย่างมากๆ เช่น

  • หาคนมากดไลก์เพจ
  • สร้างการมีส่วนร่วมผ่านการทักแชท
  • สร้างการมีส่วนร่วมบนสู่เว็บไซต์
  • สร้างการมีส่วนร่วมบนโพสต์ (โฆษณา) สามารถทำได้ 2 แบบด้วยกัน
  • Video View (มีส่วนร่วมผ่านการดูวิดิโอ)
  • Post Engagement (มีส่วนร่วมบนโพสต์)

ประโยชน์เชิงธุรกิจ

  • สร้าง Social proof ให้ลูกค้าเห็นว่า “ใครๆ ก็สนใจแบรนด์เรา” : หลายคนเวลาเห็นโพสต์คนแบรนด์มีคนกดไลค์กดแชร์เยอะ เราจะรู้สึกว่าแบรนด์นั้นดูดีกว่าที่เป็นจริง รู้สึกว่าใครๆ ก็สนใจ ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับธุรกิจที่พึ่งเริ่มต้นสร้างแบรนด์ในช่วงแรกๆ

สมัยแรกๆ ตอนที่แบรนด์กางเกงยีน “ยืดเปล่า” ยังไม่ดังมาก ผมเจอแอด Engagement อันนึงที่เจ๋งมากๆ สร้างการจดจำแบรนด์ได้ดี และยังสร้าง Social Proof ให้กับแบรนด์ยืดเปล่าในช่วงแรกๆ ได้ดีมากๆ เลยทีเดียว

ตัวอย่างการยิงแอด Facebook แบบ Engagement ที่ดี

  • ยิงแอด Facebook แบบ Retargeting: เป็นอีกหนึ่งประโยชน์หลักของการยิงแอด Facebook แบบ Engagement เลยก็ว่าได้ เพราะเราสามารถยิงแอดให้คนมามีส่วนร่วมกับโพสต์เรา และตามหลอกหลอนด้วยการ Retargeting นั่นเอง

3. Traffic (ส่งผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์) การยิงแอด Facebook แบบ Traffic เป็นการยิงแอดไปหาคนที่ Facebook คาดว่าจะคลิกลิงก์ และเข้าชมเว็บไซต์เรา

ประโยชน์เชิงธุรกิจ

  • ส่งคนไปที่ไลน์ เพื่อให้ลูกค้าแอดไลน์คุยกับแอดมิน
  • ส่งคนไปยังเว็บไซต์ เพื่อให้ Google เก็บข้อมูลพฤติกรรมบนหน้าเว็บ ซึ่งเป็นประโยชน์ทางอ้อมด้าน SEO

แต่ส่วนตัว ผมจะไม่แนะนำการยิงแอด Facebook แบบ Traffic เนื่องจากธรรมชาติของการแพลตฟอร์มที่ว่า “เราอยากอยากได้ผลลัพธ์แบบไหน Facebook ก็จะหาให้แบบนั้น” 

ซึ่งกรณีนี้ คือ เราต้องการหาคนคลิกลิงก์ด้วยแคมเปญ Traffic เราก็จะได้แค่คนคลิกลิงก์และไม่ได้ยอดขายนั่นเอง 

และนั่นทำให้การยิงแอด Facebook ด้วยแคมเปญ Traffic (และหวังผลลัพธ์ที่เป็นยอดขาย) จึงไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก และจากประสบการณ์ที่ผมทำมาก็รู้สึกว่าไม่เวิร์คเหมือนกัน

สิ่งที่ผมแนะนำ คือ การยิงแอด Facebook แบบ Conversion ใช้ Pixel Event แบบ “View Content” และวัดผลด้านเนื้อหาด้วยตัวชี้วัดค่างๆ ใน Google Analytics เช่น % การเลื่อน, Engagement time, Page per session

หรือถ้าเราอยากให้คนที่เข้าชมเว็บไซต์อ่านเนื้อหา และทำอะไรต่อบนหน้าเว็บไซต์ที่เราส่งไปอย่างการกรอกฟอร์ม หรือ กดรับข้อมูลข่าวสารทางอีเมล์ เราควรใช้วัตถุประสงค์การยิงแอด Facebook อย่าง Lead Generation หรือ Pixel Event แบบ “Subscribe” แทน

แต่ในปี 2024 การยิงแอด Facebook แบบ Traffic มีประโยชน์มากขึ้นแบบมากๆ  ครับ เพราะเราสามารถกลุ่มเป้าหมายไปยังจุดอื่นได้ เช่น

ชวนคนเข้ากลุ่ม Facebook ไปจนถึงพาไปดูโปรไฟล์ไอจี (แม่ค้าออนไลน์ถูกใจสิ่งนี้)

ยิงแอด Facebook เพื่อส่งคนไปหน้าโปรไฟล์ไอจี

ซึ่งช่วยเรามากขึ้นในแง่ของการสร้าง Community และเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับไอจีของแบรนด์เรามากขึ้นครับ

4. App Promotion หาคนที่มีแนวโน้มดาวน์โหลดและใช้แอปพลิเคชั่นของแบรนด์เรา

เราสามารถยิงแอด Facebook ให้คนดาวน์โหลด หรือ ให้ซื้อของบางอย่างไรผ่านแอปพลิเคชั่นเราได้ อันนี้จะเหมาะกับบริษัทใหญ่ๆ ซะมากกว่า

5. Lead Generation ยิงแอด Facebook หา “ว่าที่ลูกค้า” ที่ใช่

การยิงแอด Facebook หา Lead จะบริษัทเล็กหรือใหญ่ต่างก็ต้องใช้ทั้งนั้น เราสามารถยิงแอด Facebook แบบ Lead Generation เพื่อหาคนที่มีแนวโน้มว่าจะให้ข้อมูลติดต่อหาแบรนด์ผ่านการกรอกฟอร์มเพื่อให้เราติดต่อกลับ

การทำ Lead Generation มีประโยชน์หลากหลายมากครับ ตั้งแต่การทดสอบไอเดียการตลาด ไปจนถึงการนำรายชื่อลูกค้ามาทำ CRM เพื่อปิดการขายในที่สุด

6. ยิงแอดแบบ Sales หายอดขาย

การยิงแอด Facebook หายอดขายจะมีความซับซ้อนกว่าวัตถุประสงค์อื่นๆ แต่ก็เป็นการยิงแอดแบบ Sales ก็เป็นสิ่งแบรนด์เราต้องการกันจริงๆ จากการยิงแอด นั่นก็คือ “ยอดขาย”

เมื่อเรากดสร้างแคมเปญยิงแอด Facebook แบบยอดขาย เราจะเจอเมนูให้เลือก 2 อย่างคือ Advantage+ Shopping กับ Manual Setting

การยิงแอด Facebook แบบ Advantage+ Shopping มีประโยชน์มากๆ สำหรับคนที่ทำธุรกิจ E-commerce แต่สำหรับใครที่เน้นปิดการขายผ่าน Messenger ให้เราเลือกแบบ Manual Setting ครับ

เมื่อเราเลือกวัตถุประสงค์การยิงแอด Facebook แล้ว จะมีหน้าจอแบบด้านล่างนี้ปรากฏขึ้นมา (ยกเว้นการยิงแอดแบบ Sales) ให้เรากด “Manual Setup” เหมือนกันครับ

เพราะการตั้งค่าแบบ Manual จะมีตัวเลือกที่ค่อนข้างสำคัญให้เราใช้มากกว่าการเลือกแบบ Recommended Setting นั่นเอง

ยิงแอด Facebook ในปี 2024 ควรเลือก Mannual setting มากกว่า Recommended setting

ขั้นตอน 2 กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการยิงแอด Facebook

1. เลือกจุดที่อยากให้เกิดยอดขายขึ้น (Conversion Location)

เราสามารถเลือกได้หลายจุด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่เราเลือกในขั้นตอนที่ 1 เช่น ถ้าเราเลือกแคมเปญยิงแอด Facebook แบบยอดขาย และเราอยากให้ลูกค้าทักแชทมา ให้เราเลือกจุดที่อยากให้เกิดยอดขายเป็น Messaging App เป็นต้น

2. การกำหนดลักษณะกลุ่มเป้าหมาย Audience

จะบอกว่าความอัศจรรย์ของการยิงแอด Facebook เริ่มขึ้นจากจุดนี้เลยก็ว่าได้ เพราะการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับสินค้าและบริการเราจะเพิ่มโอกาสยิงแอดสำเร็จมากขึ้นแบบสุดๆ เลยทีเดียว

เราสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ 3 แบบ

  • Custom Audience เป็นการยิงแอด Facebook ไปหากลุ่มลูกค้าที่เคยมีส่วนร่วมกับแบรนด์เราแล้วผ่านช่องทางใดช่องทางนึง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ เพจ โพสต์ วิดิโอไปจนถึงรายชื่อลูกค้าที่มีอยู่
  • Lookalike Audience การยิงแอด Facebook ไปหากลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีลักษณะคล้ายกับลูกค้าเดิม ซึ่ง Facebook จะหาลูกค้าที่คล้ายคลึงผ่านข้อมูลที่เราให้ ไป เช่น Facebook จะหาลูกค้าใหม่จากลักษณะรายชื่อลูกค้าเดิมที่แบรนด์มีอยู่ ไปจนถึงการหาลูกค้าใหม่จากลักษณะคนที่กดไลก์เพจเราอยู่เป็นต้น
  • Detailed Targeting การยิงแอด Facebook แบบเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบกำหนดรายละเอียดเอง

การเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบ Detailed Targeting สามารถกำหนดได้หลักๆ อยู่ 3 ส่วน คือ

  • Demographic เช่น อายุ ที่อยู่ เพศ
    • ความสนใจ (Interest) เรียกได้ว่าเป็นแกนหลักสำคัญเลยก็ว่าได้ 
    • Facebook ถือได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มยิงแอดที่ค่อนข้างมี Interest ให้เลือกหลากหลายพอสมควร (แน่นอนว่าบางอันที่ควรมีก็ไม่มี) ถ้าเราเลือก Interest ได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากเท่าไหร่ เราก็มีโอกาสเจอลูกค้าที่ใช่มากขึ้น ซึ่งนั่นแปลว่าเราต้องทำ Market Research มาแล้วนั่นเอง
  • ภาษา (Language): เราสามารถเลือกภาษาที่ผู้ใช้งานใช้ได้ ผมจะแนะนำให้เลือก ภาษาไทย ภาษาอังกฤษแบบ US และ UK ครับ ถือว่าค่อนข้างคลอบคลุมคนไทยในระดับนึง (จะได้ไม่เจออะไรแปลกๆ ครับ)

ในปี 2024 บางคนจะเห็นฟิจเจอร์ใหม่อย่าง Advantage+ Audience ซึ่งเป็นฟิจเจอร์ที่เราปล่อยให้ Facebook หาลูกค้าที่ตรงกับโฆษณาเราเลยแบบล้อฟรี ไม่มีควบคุมใดๆ ซึ่งผมไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่ (และ Facebook ก็รู้เรื่องนี้ดี) 

Facebook จึงมีตัวเลือกที่เรียกว่า “Audience Suggestion” ซึ่งเป็นฟีจเจอร์ที่ให้เรา “แนะนำ” Facebook ว่าควรหาคนที่มีความสนใจประมาณไหน สิ่งที่เราทำก็คือเลือก Interest ตามปกติเหมือนกับที่เรายิงแอด Facebook แบบ Detailed Targeting เลยครับ

แต่การยิงแอด Facebook แบบ Advantage+ Audience ที่กดเลือก Audience Suggestion จะมีความแตกต่างกับ Detailed Targeting พอสมควร เพราะเรา “แนะนำ” Facebook เฉยๆ ว่า ลูกค้าเราลักษณะประมาณไหน แต่ Facebook ไม่จำเป็นต้องเชื่อเรา 100%

ในขณะที่ถ้าเรายิงแอด Facebook แบบ Detailed Targeting จะค่อนข้างล็อคไปเลยว่าต้องคนกลุ่มนี้เท่านั้น ซึ่งอาจจะทำให้เราพลาดโอกาสเจอลูกค้าที่มีศักยภาพได้นั่นเองครับ

ดังนั้นการยิงแอด Facebook แบบ Advantage+ Audience ที่กดเลือก Audience Suggestion จึงเปิดโอกาสให้ตัวเราเองไม่ยิงแอดแบบเจาะจงจนเกินไป เปิดให้ Facebook มีโอกาสหาลูกค้าที่ใช่มากขึ้น และไม่ห่างจากข้อมูล Interest ที่เราให้ไปมากนัก

และจากประสบการณ์ที่ผมใช้มา ก็เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นแบบชัดเจนเหมือนกันครับ ถ้าใครมีฟีจเจอร์นี้ผมเชียร์ให้ลองใช้ดูครับ ถ้าดีก็ใช้ยาวๆ ถ้าไม่ดีอย่างน้อยก็ได้ลอง

3. เลือกตำแหน่งที่อยากให้โฆษณาปรากฏ (Placements)

การเลือก Placement สำคัญมาก แต่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงสักเท่าไหร่ เพราะตำแหน่งที่โฆษณาปรากฏส่งผลกับเงินที่จะลงไป และลูกค้าที่จะได้กลับมา ถ้าเงินเราไปกองอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ค่อยมีลูกค้า เราก็จะเสียเงินไปเปล่าประโยชน์

ผมแนะนำให้เอา Audience Network กับ Facebook in-stream video ออก (อัปเดตล่าสุด เมษายน 2024) เพราะผมเคยรับทำ Lead Generation และใช้ Placement เหล่านี้ ผมพบว่า ลูกค้าที่เข้ามาคุณภาพไม่ดีเอาซะเลย ส่วนใหญ่เป็นสแปมครับ

แน่นอนว่าประสบการณ์แต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมแนะนำให้ลองตั้งค่าแบบ Advantage Placement ดูว่าเป็นอย่างไร ถ้าลูกค้าที่ทักแชทเข้ามาเป็นผีซะเยอะ ก็ค่อยๆ ลองเปลี่ยน Placement และหาตำแหน่งแสดงโฆษณาที่เหมาะกับเราดูครับ

ขั้นตอน 3 กำหนดงบประมาณยิงแอด Facebook

มี 2 เรื่องที่เราต้องคำนึงในการกำหนดงบประมาณยิงแอด Facebook 

  • เรื่องแรกคือ การตั้งงบประมาณแบบ CBO vs ABO
  • งบประมาณรายวัน vs งบประมาณตลอดอายุการใช้งาน

ตั้งงบประมาณในระดับแคมเปญ (Campaign Budget Optimization: CBO)

การตั้งงบประมาณในลักษณะนี้เป็นการใช้ประโยชน์จาก Machine Learning ของ Facebook ที่จะแสดงโฆษณาไปหากลุ่มที่คาดว่าจะสร้างผลลัพธ์ตามวัตถุประสค์ของการโฆษณาเราได้ดีที่สุด

Ad set ไหน Facebook มองว่าจะได้ผลลัพธ์ ก็จะลงเงินไปที่ Ad set นั้น โดยยึดจากข้อมูลภายในแพลตฟอร์มและจากที่เรียนรู้ภายใน Ad set หรือ ชุดโฆษณา

เราสามารถตั้งงบประมาณแบบ CBO ได้โดยการเปิดปุ่ม CBO จาก Off ให้เป็น On ได้เลย

ตั้งงบประมาณในระดับชุดโฆษณา (Ad Set Budget Optimization: ABO)

การยิงแอด Facebook แบบ ABO เป็นการตั้งงบประมาณในระดับ ad set ซึ่งมีข้อดีหลายอย่าง โดยเฉพาะกับคนที่มีประสบการณ์ยิงแอดมาพอสมควรแล้ว

ข้อดี

  • สามารถทำ A/B Testing ได้ เพื่อทดสอบว่ากลุ่มเป้าหมาย/ครีเอทีฟตัวไหน สร้างผลลัพธ์ได้มากที่สุด
  • ควบคุมได้ว่าอยากให้เงินลงที่ Ad set ไหนด้วยตัวเอง

แต่สำหรับมือใหม่แล้ว ข้อดีเหล่านี้กลับมีความอันตรายตรงที่เราอาจเผลอทำให้โฆษณากลับเข้าสู่ “Learning Phase” โดยไม่รู้ตัว

ข้อเสีย

  • การยิงแอด Facebook แบบ ABO ค่อนข้างอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านงบประมาณ ถ้าเราปรับงบประมาณเกินจาก 20% ของงบประมาณเดิม จะมีความเสี่ยงต่อการที่ Ad set กลับเข้าสู่ Learning Phase ซึ่งทำให้ผลลัพธ์โฆษณาเรารวนได้ จุดนี้ค่อนข้างมีผลพอสมควร และ
  • การยิงแอด Facebook แบบ ABO อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสผ่าน Learning Phase เพราะเรามี Ad set มากเกินไป ทั้งทีหากรวบไว้ใน ad set เดียวอาจดีกว่า เช่น Ad set A มี 30 ยอดซื้อ และ Ad set B มี 20 ยอดซื้อ และทั้งสอง Ad set นี้มีความคล้ายกันมาก กรณีนี้ถ้าเรารวบมันเป็นหนึ่ง Ad set ก็จะมีประโยชน์อย่างมากเลยทีเดียว 

CBO vs ABO

CBO เหมาะสำหรับมือใหม่ที่พึ่งเริ่มยิงแอด Facebook เพราะสามารถปรับลดงบประมาณได้ค่อนข้างยืดหยุ่นกว่า และให้ Facebook เลือกลงเงินใน Ad set ที่ดีที่สุด ในขณะที่การยิงแอดแบบ ABO เหมาะกับคนที่ค่อนข้างมีประสบการณ์การยิงแอดแล้ว และชอบควบคุมงบประมาณแต่ละ Ad set เอง

ซึ่งการตั้งงบประมาณยิงแอด Facebook แต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เราลองมาดูตัวออย่างเปรียบเทียบระหว่าง CBO กับ ABO กัน

ตัวอย่างแรก เราใช้งบประมาณต่อวัน 300 บาท โดยกระจายเงิน 100 บาทเท่าๆ กันไปในแต่ละชุดโฆษณา ซึ่งทำให้เราได้ผลลัพธ์กลับมา 10 ยอดซื้อ

ตัวอย่างที่สอง เหมือนกันเลย คือใช้งบประมาณยิงแอด Facebook 300 บาทต่อวัน แต่ที่ต่างคือ เราตั้งงบประมาณไว้ที่ระดับแคมเปญ และให้ Facebook นำโฆษณาไปแสดงหาคนที่น่าจะมีแนวโน้มทำตามวัตถุประสงค์โฆษณาที่เราต้องการ (ยอดขาย, การมีส่วนร่วม ฯลฯ)

ซึ่ง Facebook ก็เอาเงินไปใส่ใน

  • ชุดโฆษณา 1 70 บาท
  • ชุดโฆษณา 2 180 บาท
  • ชุดโฆษณา 3 50 บาท

และได้ยอดซื้อกลับมาทั้งหมด 15 ยอดซื้อ ซึ่งดีกว่าการใช้แบบ ABO

แต่ยิงแอด Facebook แบบ CBO เองก็ใช่ว่าจะดีไปหมด เพราะ

CBO มีความอ่อนไหวกับขนาดของกลุ่มเป้าหมาย ถ้าเรามีแคมเปญประกอบไปด้วยชุดโฆษณา 2 ตัว ชุดแรกมี Audience ประมาณ 100,000 คน แต่อีก Audience มี 2,000,000 คน

Facebook จะลงเงินไปกับ Audience ที่ก้อนใหญ่กว่า เพราะ Facebook มองว่าจำนวน Audience ที่ใหญ่กว่าจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีกว่า (ซึ่งไม่จริงนะครับ) ไม่ว่า Audience เล็กจะให้ Conversion ที่มากกว่าก็ตาม

มาถึงเรื่องของการยิงแอด Facebook ด้วยงบประมาณรายวัน หรือ งบประมาณแบบตลอดอายุการใช้งาน

งบประมาณยิงแอด Facebook แบบรายวัน (Daily Budget)

งบประมาณรายวันเป็นวิธีการตั้งค่าที่ง่ายที่สุด โดย Facebook จะใช้งบประมาณสูงสุดต่อชุดโฆษณาที่คุณให้ไว้ต่อวัน ซึ่งการยิงแอด Facebook ลักษณะนี้มีข้อดีข้อเสียของมันอยู่

ข้อดี

  • ควบคุมเงินที่ใช้ในแต่ละวันได้
  • ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง การที่เรารู้ล่วงหน้าว่างบประมาณยิงแอด Facebook ของเราเฉลี่ยอยู่วันละเท่าไหร่ทำให้วางแผนการเงินง่ายขึ้น และถ้าเรายังไม่มีจำนวนงบประมาณที่ชัดเจน เถียงกันไปมาว่างบยิงแอด Facebook ควรเป็นเท่าไหร่ การยิงแบบรายวันจะช่วยให้บริหารจัดการโฆษณาได้ง่ายขึ้นมาก ถ้ายังเถียงกันไม่เสร็จ อย่างน้อยขอเอาไปยิงรายวันก่อน ค่อยว่ากัน
  • ดีสำหรับโฆษณา always-on: คอนเทนต์ประเภท Evergreen content รันได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด จะเหมาะกับการตั้งงบประมาณประเภทนี้มากครับ 

ข้อเสีย

  • ต้องคอยดูบ่อยๆ เพราะ Facebook จะพยายามใช้งบประมาณ ไม่ว่าวันนั้นจะมีแนวโน้มได้ผลลัพธ์มากแค่ไหนก็ตาม นั่นแปลว่า บางวันเราอาจจะเสียเงินไปเยอะโดยใช่เหตุ
  • การปรับเปลี่ยนงบประมาณรายวันทำได้ค่อนข้างจำกัด: เราไม่สามารถเพิ่มหรือลดงบประมาณยิงแอด Facebook รายวันได้เกิน 20% จากเงินก้อนปัจจุบัน

เช่น ถ้าเรายิงวันละ 100 บาท และวันนั้นคนทักมาเยอะมาก เราก็ไม่ควรเพิ่มงบประมาณเกิน 120 บาทต่อวัน เพราะอาจทำให้โฆษณารวนได้

แต่กรณีนี้จะไม่มีผลกับการยิงแอดแบบ CBO นะครับ ผมเคยปรับลดงบประมาณยิงแอด Facebook รายวันเกิน 20% แต่แอดก็ไม่รวน ผมเดาว่าน่าจะเป็นเพราะการกระจายเงินแบบ CBO นั้นอยู่ที่ระดับแคมเปญ จึงไม่มีผลมากเท่ากับ ABO ที่งบประมาณอยู่ในระดับชุดโฆษณา

งบประมาณยิงแอด Facebook แบบตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Budget)

เราให้งบประมาณ Facebook ใช้จ่ายตลอดทั้งแคมเปญ พร้อมเลือกวันที่ที่ชุดโฆษณาเริ่มและสิ้นสุด เช่น กำหนดเลยว่า เดือนมีนาคมนี้ แคมเปญนี้จะใช้เงิน 100,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 การกำหนดค่าแบบนี้ค่อนข้างต่างกับการยิงแอด Facebook แบบรายวันพอสมควร

ข้อดี

  • เราได้ใช้ประโยชน์จาก Machine Learning ได้เต็มที่: สำหรับผมแล้ว อันนี้คือข้อดีที่สุดของการให้ Facebook บริหารจัดการงบให้ เพราะ Facebook รู้ดีกว่าเราว่าวันไหนควรใช้งบเยอะและวันไหนควรใช้งบน้อย หลายๆ คนเลือกที่ใช้ยิงแอดในลักษณะนี้เพราะข้อดีตรงนี้เลยครับ
  • ไม่ต้องคอยดูบ่อย: เราตั้งชุดโฆษณาเสร็จ ก็ปล่อยมันทำงานไปจนถึงวันสิ้นสุดที่เราตั้งไว้ คนที่บริหารชุดโฆษณาเยอะๆ จะชอบการการตั้งงบประมาณยิงตลอดอายุการใช้งานมาก เพราะช่วยลดเวลาในการคอยดูได้พอสมควร

ข้อเสีย

1. มือใหม่โอกาสพลาดสูง

ถ้าเราตั้งระยะเวลาให้ยิงแอด Facebook ไว้แบบไหน มันก็จะใช้ให้หมดตามระยะเวลานั้นจริงๆ ไม่สนว่าที่เราตั้งเป็นเหตุเป็นผลไหม

ผมเจอกรณีใช้งบยิงแอด Facebook แบบตลอดอายุการใช้งาน แต่ดันตั้งค่าเวลาผิด 

ที่ต้องการตั้งจริงๆ คือ ใช้งบ 200,000 บาท ใน 1 เดือน (28 กพ. – 31 มี.ค.) แต่ดันไปตั้งวันที่ผิดกลายเป็น 28 ก.พ. – 29 ก.พ. ทำให้งบหลายแสนหมดใน 1 วัน ทันที เพราะ Facebook ไม่สนว่าเราตั้งถูกหรือผิด ให้งบมาก็ใช้ให้ครบตามที่เราตั้งไว้ และหาผลลัพธ์ตามที้เราตั้งค่าไว้

ดังนั้นถ้ามือใหม่จริงๆ ผมแนะนำว่า daily จะค่อนข้างปลอดภัยกว่า และถ้าเราเริ่มเซียนแล้วก็ค่อยเริ่มสลับไปมาระหว่างรายวันกับตลอดอายุการใช้งานดูว่าตัวเองชอบแบบไหนครับ

2. ผลลัพธ์ไม่คงเส้นคงวาในแต่ละวัน 

บางวัน Facebook ก็ใช้เงินเกินไปเยอะ แต่ไม่ได้ผลลัพธ์ บางวัน Facebook ไม่ใช้เงินเลย ทำให้คาดการณ์ได้ค่อนข้างยาก ผมไม่แนะนำการตั้งงบประมาณยิงแอด Facebook แบบตลอดอายุการใช้เงินเลยถ้าเราไม่มีวันสิ้นสุดโฆษณาที่ชัดเจน

เหตุผลเพราะการกำหนดวันเริ่มต้นและสิ้นสุดส่งผลต่อการใช้งบประมาณของ Facebook มากๆ เงิน 100,000 ใน 30 วัน กับเงิน 100,000 ใน 15 วัน ถ้าเราลองเอาตัวเลขมาจับหารเป็นงบประมาณรายวันก็ต่างแล้วครับ

สรุปเรื่องงบประมาณการยิงแอด Facebook

ใครพึ่งเริ่มต้นยิงแอด Facebook ผมแนะนำตั้งบประมาณยิงแอดในระดับแคมเปญ (CBO) ด้วยงบประมาณแบบรายวัน จะค่อนข้างง่ายต่อการควบคุม และกันพลาดเสียเงินจำนวนมากๆ อีกได้ด้วย

ขั้นตอน 4 สร้างโฆษณายิงแอด Facebook

มาถึงตรงนี้ก็แค่คลิกวางตามแผนการตลาด

เราสามารถนำ Artwork ที่ทำมาแล้วมาใส่ได้เลย หรือถ้าใครมีโพสต์หน้าเพจอยู่ก็สามารถเลือกใช้ได้เลยในขั้นตอนนี้ ให้เราไปที่ส่วน Adset Up จะมีเมนู Drop Down ให้เราเลือกว่าจะสร้างโฆษณาอย่างไรระหว่างสร้างขึ้นมาใหม่เลยกับใช้โพสต์ที่มีอยู่แล้ว

ถ้าเลือกสร้างโฆษณาใหม่ ทาง Facebook จะให้เลือกว่าโฆษณาที่เราอยากสร้างเป็นวิดิโอ รูปภาพ ไปจนถึงการ์ดสไลด์ เราก็เลือกให้ตรงกับสิ่งที่เราเตรียมไว้ได้เลย แต่ถ้าเราเลือกโพสต์ที่มีอยู่แล้วจะมีปุ่มให้กดเลือกโพสต์ว่าเราอยากใช้โพสต์ไหนไปยิงแอด Facebook

เลื่อนลงมาเราจะเจอ Primary Text และ Headline ซึ่งแต่ละส่วนจะมีหน้าตาตามรูปด้านล่างนี้เลยครับ แต่ถ้าเราใช้ Existing Post จะไม่เจอนะครับ

ส่วน Headline หรือหัวข้อโฆษณา เป็นอีกหนึ่งจุดที่สำคัญ เพราะสามารถใช้เป็น Call-to-action ไปจนถึงใช้เพื่อดึงความสนใจของลูกค้าได้ บางครั้งคนอาจจะดูครีเอทีฟเราก่อน และต่อด้วย Headline เรา

ต่อมา ถ้าเราใช้ Objective ที่สามารถเลือกปุ่ม Call to action ได้ ให้เราเลือกปุ่ม Call-to-action ที่เหมาะสมกับโฆษณาของเรา ถ้าเรายิงแอด Facebook ให้ลูกค้าทักแชทมา Call to action ที่ดีควรเป็น “ส่งข้อความ” มากกว่า “เรียนรู้เพิ่มเติม” หรือ “เข้าชมเว็บไซต์”

วิธียิงแอด facebook ให้ได้ผล ในปี 2024

1. วัตถุประสงค์การยิงแอด Facebook ควรไปคู่กันกับ Business Objective

ไม่ว่าจะเลือก Objective การยิงแอด Facebook แบบไหน สิ่งที่เราสนใจจริงๆ คือ Business Objective

การยิงแอด Facebook เพิ่มยอดขายไหม? เพิ่มการมีส่วนร่วมไหม? เพิ่มการเข้าถึงไหม? ไม่ว่าจะเป็นอะไร ทั้งหมดเริ่มจากแผนการตลาด การวาง Funnel และการตั้งตัวชี้วัดการตลาด และเราถึงได้มาตั้งแคมเปญยิงแอด Facebook ลำดับถัดมา

ถ้าอยากได้ยอดขาย เราควรเลือกวัตถุประสงค์การตลาดยอดขาย (ไม่ใช่ยิงการมีส่วนร่วม ทักแชท เจอแต่ผี 

) ดังนั้นการยิงแอด Facebook ขั้นตอน 1 – 4 ต้องมาจากการแผนตลาดที่ดี และปรับปรุงแผนผ่านตัวชี้วัดการตลาด

ถ้าเรายิงแอด Facebook ทักแชทปิดการขาย สิ่งที่เราอยากวัดผล คือ ROAS และ ROI ซึ่งมีตัวชี้วัดอื่นๆ ที่เราต้องดูเช่น จำนวนการทัก อัตราการปิดการขาย แต่ถ้าเรายิงแอด Facebook เพื่อทำ Lead Generation 

2. ครีเอทีฟ และ Key Message ต้องโดนใจกลุ่มเป้าหมาย :

การสื่อสารคุณค่าของสินค้าและบริการเราตอบโจทย์กับปัญหาที่ลูกค้าเจอคือปัจจัยสู่ความสำเร็จ เพราะ ธุรกิจสร้างคุณค่าผ่านการแก้ปัญหาให้ลูกค้า

อยากมีครีเอทีฟและ Key Message ที่ดี ต้องเริ่มที่แผนการตลาดและแผนการสื่อสารที่ดี การใช้สิ่งที่เรียก Customer Persona เองก็เป็นเครื่องมือนึงที่ช่วยให้เราวางรากฐานแผนการตลาดที่ดีได้ 

3. ครีเอทีฟดีแล้ว อย่าลืมโฆษณาให้ตรงกลุ่ม : 

อนาคตของการยิงแอด Facebook กำลังมุ่งสู่การยิงแบบ Broad Targeting หรือการยิงแบบกว้างมากขึ้น 

แต่ก่อนเราต้องกำหนด interest และอื่นๆ แต่ในอนาคต Meta พยายามทำให้การทำโฆษณาง่ายมากขึ้น อัตโนมัติขึ้น และมุ่งเน้น Creative มากขึ้น ซึ่งมีข้อดีข้อเสียของมันอยู่

ข้อดีก็คือใครครีเอทีฟมากกว่าจะชนะ ข้อเสียก็คือธุรกิจขนาดเล็กไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะทำครีเอทีฟที่ Production สูงๆ ได้ เช่น Video จึงยังต้องพึ่งการยิงแอด Facebook แบบใส่ Interest อยู่

แต่ไม่ใช่ว่าเราจะใช้ภาพเฉยๆ แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้ Jazzyhighway เองก็รับยิงแอด Facebook โดยใช้รูปภาพให้กับ SME มา ก็พบว่ายังมีประสิทธิภาพอยู่ หากเราเข้าใจตลาด และมีการวางแผนที่ดี

รวมไปถึงเรื่องการวาง Placement ว่าจุดไหนควรเปิดไว้ จุดไหนควรปิด และเราควรทดสอบ Interest ที่เราใส่ว่าตรงกลุ่มเป้าหมายจริงไหม จะช่วยให้เรายิงแอด Facebook ได้ผลลัพธ์ที่ดีในปี 2024

4. วัดผลการทำโฆษณา และคอยปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ

แผนการตลาดที่ตั้งใจคิดมาอย่างดี ใช่ว่าจะเป็นไปตามแผน การคอยติดตามวัดผลการทำโฆษณาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เช่น

เราสามารถวัดความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณจาก “ต้นทุนต่อผลลัพธ์” เช่น ทุกๆ 300 บาท เราจะได้คนทักแชทเข้ามา 1 คน เราก็ต้องนำตัวเลขมาประเมินแล้วว่าคุ้มค่ากับการทำกำไรของแบรนด์เราไหม

ติดตามความรู้ดีๆ ได้ทุกวัน